Archive | สารพันเห็ด RSS feed for this section

เทคนิคการผลิตก้อนเห็ดคุณภาพสูง โดย อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ

21 พ.ค.


ไหนๆ ก็เอาผลงานเก่าๆของอาจารย์มาเล่าให้ท่านผู้อ่านที่เป็นนักเพาะเห็ดมืออาชีพได้ทบทวนและเป็นการเพิ่มเติมเสริมความรู้ให้แก่ผู้เพาะเห็ดรุ่นใหม่ๆไว้เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการฟาร์มเห็ดของตนเอง สำหรับวันนี้จะขออนุญาตนำเรื่อง “การทำก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพสูง” ที่ท่านอาจารย์ได้เผยแพร่ไว้ในหนังสือ “เห็ดไทย ๒๕๕๑” มาเพิ่มเติม… ส่วนในโอกาสต่อไปจะนำเรื่องอะไรมาเล่าต่อให้ฟังนั้น ก็ขออุบให้ท่านผู้อ่านค่อยๆติดตามในโอกาสต่อๆไปแล้วกันนะครับ….

เทคนิคการผลิตก้อนเชื้อคุณภาพสูง

โดย อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ นายกสมาคมนักวิจัยและผู้เพาะเห็ดแห่งประเทศไทย

สูตรอาหารเห็ดในน้ำหนัก 100 กิโลกรัม มีสูตรดังนี้

– ขี้เลื่อย ๗๐ กิโลกรัม

– ปุ๋ยหมัก (หากไม่มีปุ๋ยอาหารหมักให้ใช้ขี้เลื่อยเป็น ๙๐ กิโลกรัม) ๒๐ กิโลกรัม

– แร่ม้อนท์ ๓ กิโลกรัม

– รำ ๗ กิโลกรัม

– น้ำมะพร้าวอ่อนหมักเชื้อพลายแก้ว ๑ ผล

– น้ำมะพร้าวอ่อนหมักเชื้อไมโตฟากัส ๑ ผล

– น้ำเปล่า

หมายเหตุ : เชื้อพลายแก้ว ป้องกันกำจัดเชื้อรา

: เชื้อไมโตฟากัส ป้องกันกำจัดไร

: แร่ม้อนท์ ทำให้เส้นใยดอกเห็ดมีคุณภาพ

๑. นำวัสดุต่างๆ มาคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างทั่วถึง (เชื้อพลายแก้ว และเชื้อไมโตฟากัสที่หมักแล้วนำมาผสมน้ำเปล่า ๑๐ – ๒๐ ลิตรก่อน แล้วโชยให้ทั่ว จากนั้นเติมน้ำเปล่าให้ความชื้น ๕๐-๖๐ % คลุกเคล้า)

๒. นำวัสดุอาหารเห็ดที่คลุกเคล้า และได้ความชื้นพอเหมาะแล้ว มากรอกใส่ถุงพลาสติกให้ได้น้ำหนักประมาณ ๘ ขีดถึง ๑ กิโลกรัม

๓. อัดให้แน่นพอประมาณ ระวังอย่าให้ถุงปริแตก หรือเสี้ยนตำถุง เพราะจะทำให้เมื่อนึ่งแล้วภายหลังอาจมีเชื้อปนเปื้อนได้จากรอยรั่ว ควรมีแผ่นยางรองเพื่อลดแรงกระแทก ป้องกันถุงปริแตกหรือเสี้ยนตำ

๔. ใส่คอขวด ดึงปากพลาสติกให้ถุงก้อนอาหารตึง

๕. ปั่นใยฝ้ายเป็นก้อนเป็นจุกปิด และปิดฝาครอบพลาสติกอีกชั้น

๖. นำเข้าเตานึ่ง เรียงอย่าให้เบียดแน่น ต้องให้ไอน้ำผ่านได้ทั่วถึง นึ่งด้วยไอน้ำร้อน เป็นเวลา ๓-๕ ชั่วโมง (นึ่งนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับขนาดของเตานึ่งด้วย) โดยเริ่มจับเวลาที่อุณหภูมิประมาณ ๑๐๐ องศาเซลเซียสหรือไอน้ำเดือด

๗. นึ่งครบเวลา นำมาตั้งให้เย็นรอใส่หัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง

๘. หัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง ก่อนเทใส่ในก้อนอาหารเห็ดที่นึ่งสุกแล้ว ต้องเขย่าให้ร่วนก่อน

๙. ก่อนใส่เชื้อเห็ด ต้องเช็ดหรือฆ่าเชื้อืที่มือ ด้วยแอลกอฮอล์ ๗๐ %

๑๐. ฉีดแอลกอฮอล์ ๗๐ % ฆ่าเชื้อที่บริเวณปากถุงด้วย

๑๑. ลนไฟปากขวด จนถึงคอขวดหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง เพื่อฆ่าเชื้อโรคหรือแมลงไร รา ที่เกาะติดอยู่

๑๒. ดึงจุกใยฝ้ายออก เทหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างลงในก้อนอาหารเห็ด การเทหัวเชื้อเห็ดต้องเทในที่ไม่มีลมพัดผ่าน หรือในห้องที่ลมสงบนั่นเอง ต้องเทด้วยความชำนาญ และรวดเร็ว เพือ่ไม่ให้เชื้ออื่นปลิวตกลงไปปนเปื้อน เทเสร็จแล้วรีบอุดจุกใยฝ้ายกลับตามเดิม โดยช่วงเทจะอยู่ในมือตลอดเวลา ห้ามวางกับพื้นเด็ดขาด

๑๓. อุดจุก ปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ รัดด้วยยางรัดอีกครั้ง หัวเชื้อข้าวฟ่าง ๑ ขวด เทใส่ก้อนอาหารเห็ดที่นึ่งแล้วได้ประมาณ ๒๕-๓๐ ก้อน

๑๔. นำก้อนอาหารเห็ดที่ใส่เชื้อแล้วขึ้นชั้นวาง ตั้งบ่มให้เส้นใยเจริญเต็มก้อน พร้อมที่จะนำไปเปิดดอกในโรงเปิดต่อไป ระยะเวลาเส้นใยเดินเต็มก้อนอาหารขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ดนั้นๆ

๑๕. เมื่อเส้นใยเดินเต็มก้อน เห็ดมีความพร้อมที่จะเปิดดอก นำก้อนเห็ดเข้าโรงเปิดดอก การวางก้อนง่ายสุดคือ วางซ้อนกันเป็นชั้นเป็นแถวแต่วางได้ไม่สูงนัก หรือวางแบบทรงเอ หรือแบบแขวนก้อน ฯลฯ

การวางในลักษณะซ้อนกันเป็นชั้นเป็นแถวไม่ควรวางซ้อนกันเกิดว่า ๖-๗ ก้อน เพราะหากวางซ้อนมากๆ ก้อนล่างๆ เห็ดจะออกน้อยหรือไม่ออกเลย เนื่องจากน้ำหนักที่กดลงมาทำให้เส้นใยเห็ดมีความเครียด

การสร้างโรงเรือนเปิดดอก ไม่ควรสร้างหลังใหญ่หลังเดียว แต่ควรสร้างหลังย่อม ๆ หลายๆ หลัง เป็นการป้องกันการระบาดของโรคศัตรูเห็ด

โรงเรือน ควรมีการระบายถ่ายเทอากาศดี แต่สามารถเก็บรักษาความชื้นได้ด้วย หากดอกเห็ดแห้ง แสดงว่าลมโกรก ความชื้นน้อย หากดอกแฉะเน่า แสดงว่าความชื้นมากเกินไป หากดอกเห็ดผิดรูป หงิกงอ เป็นได้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงเรือนมีมาก หรือถูกไรรบกวน

คุณมนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

พัฒนาการของการใช้จุลินทรีย์และสารธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต (๒)

18 พ.ค.


วันนี้เรามาติดตามต่อในส่วนกลางของบทความที่กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของพัฒนาการใช้จุลินทรีย์และสารธรรมชาติในการเพิ่มลผลิตเห็ดกันต่อ โดยในส่วนนี้จะกล่าวถึงบาซิลลัส ซับธิลิส พลายแก้ว ในการป้องกันกำจัดเชื้อราโรคพืชและเห็ด ซึ่งท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ นายกสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย ได้เล่าถึงที่มาที่ไปกว่าจะได้มาซึ่ง บีเอสพลายแก้ว มาให้พวกเราได้นำไปใช้เผยแพร่และใช้ประโยชน์ในเชิงเกษตรกันตราบเท่าทุกวันนี้ เชิญติดตามครับ

การใช้ บาซิลลัส ซับทิลิส (บีเอส) (Bacillus subtilis ; Bs.) มาหมักขยายให้ได้จำนวนมากและนำไปใช้ควบคุมเชื้อราโรคพืชต่างๆ รวมทั้งราเขียวในเห็ดได้เกิดขึ้นภายหลังความสำเร็จจากการขยายเชื้อบีที และยังได้นำไปใช้กระตุ้นเส้นใยให้สร้างดอกเห็ดเพิ่มขึ้นด้วย

เมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน ในหนังสือ Mushroom Science เล่ม ๔ มีเรื่องการพบเชื้อ บาซิลลัส ชนิดหนึ่งปนเปื้อนในอาหารเลี้ยงเห็ด Psilocybe หรือเห็ดขี้ควาย ทำให้เกิดเขตแนวยับยั้งเส้นใยเห็ด และไม่สามารถเจริญเข้าใกล้แบคทีเรียได้ แต่มีผลทำให้เส้นใยเห็ดรวมตัวกันแล้วสร้างดอกเห็ดขึ้นมา ในขณะที่เชื้อเห็ดบนอาหารปรกติยังไม่สร้างดอกเห็ดเลย นักเพาะเห็ดญี่ปุ่นรายนี้ได้เพ่าะขยายเชื้อบาซิลลัส แล้วนำไปใส่แปลงเพาะเห็ดแชมปิฌอง ทำให้ผลผลิตเห็ดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์

เชื้อแบคทีเรียยับยั้งเชื้อราใกล้เคียงที่สามารถพบได้บ่อยๆ ในห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาในสถาบันการศึกษาและงานวิจัยทั่วไปเชื้อแบคทีเรียนี้มักเป็นเชื้อ บาซิลลัส ซับทิลิส จากดิน น้ำ และอากาศ การพัฒนาการใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นการให้เอกชนระดับนายทุนหาวิธีผลิตให้เป็นชีวภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อขายเอากำไรอย่างเดียวโดยไม่หวังพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกร งานศึกษาวิจัยและพัฒนาการใช้บีเอส ยังมีมากในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา

พ.ศ. ๒๕๔๓ มีวิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาโรคพืชวิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคุณนริสา จันทร์เรือง เรื่อง “การคัดเลือกแบคทีเรียปฏิปักษ์ในการควบคุมเชื้อ Phytophthora botryose ของยางพาราโดยชีววิธี”

งานชิ้นนี้ยังเป็นงานการป้องกันกำจัดโรคพืชของพืชสีเขียวยังไม่เกี่ยวข้องกับเห็ด

พ.ศ. ๒๕๔๓ พากเพียร อรัญนารถ, นงรัตน์ นิลพานิชย์, วิชิต ศิริสันธนะ และสมคิด ดิสถาพร เสอนผลงานวิจัย “ประสิทธิ์ภาพของชีวภัณฑ์ Bacillus subtilis ในการควบคุมโรคกาบใบแห้งของข้าว” ในข่าวสารโรคพืชและจุลชีววิทยา ปีที่ ๑๐ เล่ม ๒ (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๔๓) หน้า ๒-๘

พ.ศ. ๒๕๔๕ วารสารโรคพืชปีที่ ๑๖ เล่มที่ ๑-๒ (มกราคม-ธันวาคม ๒๕๔๖) ลงบทความเรื่อง “ประสิทธิภาพของรา Trichoderma harzianum และแบคทีเรีย Bacillus subtilis ในการป้องกันโรครากเน่าไฟทอฟธอราของส้มเขียวหวานในเรือนทดลอง” ผู้เขียนบทความคือ อมรรัชฎ์ คิดใจเดียวและจิรเดช แจ่มสว่าง พบว่า Bacillus subtilis ลดการเกิดรากเน่าของส้มจาก Phytophyhora ได้ดี

พ.ศ. ๒๕๔๕ คุณอัจฉรา พยัพพานนท์ กองโรงพืชและจุลชีววิทยาได้เขียนบทความเรื่องวัสดุที่ใช้เพาะเห็ดยานางิ ลงในข่าวสารเพื่อผู้เพาะเห็ด ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๔๕ ) หน้า ๒๑-๒๗ มีเรื่องพาดพิงถึง Bacillus subtilis จากการทบทวนรายงานของ Stolze และ Grabbe (๑๙๙๑) ที่ว่าการนำก้อนเชื้อเก่าของเห็ดถุง มาผสมวัสดุใหม่ใช้ทำเชื้อเห็ดถุง หากวัสดุเพาะมี Bacillus subtilis จะยับยั้งการเจริญของเชื้อรา Trichoderma hamatum (ราเขียว) Mucor sp. (ราข้าวหมาก) Fusarium equiseti (รากินท่อน้ำท่ออาหารของพืชผัก) และ Gilmaniella husicola กับเห็ดนางรม เห็ด K. mutabilis และเห็ดหอม แต่เห็ดยานางิยังคงเจริญอยูได้ (เอกสารที่อ้าง หน้า ๒๓)

พ.ศ. ๒๕๔๖ คุณพลายแก้ว เพชรบ่อแก นิสิตคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบเชื้อ Bacillus subtilis จากกุ้งแห้ง เป็นเชื้อไอโซเลทที่มีความสามารถสูงในการยับยั้งเชื้อ แอสเปอร์จิลลัส ที่บังเอิญปนเปื้อนลงในจานเลี้ยงเชื้อ และเจริญขึ้นพร้อมกัน จึงนำเชื้อนี้มาแยกให้เป็นเชื้อบริสุทธิ์ และตั้งชื่อเป็น “บีเอส พลายแก้ว”

ต่อมานายปรเมษฐ์ ขวัญอยู่ ได้นำเชื้อ Bacillus subtilis สายพันธุ์พลายแก้วมาทดสอบความสามารถในการยับยั้งเชื้อราโรคพืชต่างๆ ที่พบเป็นเชื้อสามัญทั่วไปกับพืชในประเทศไทย โดยขอตัวอย่างเชื้อจากกรมวิชาการเกษตร ภาควิชาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแยกเชื้อเองจากพืชที่เป็นโรค

พ.ศ. ๒๕๔๗ ปรเมษฐ์ ขวัญอยู่ ๔๓๐๔๒๖๔๗ นิสิตภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอผลงานวิจัยย่อย “ปัญหาพิเศาระดับปริญญาตรี) เรื่อง “การยับยั้งการเจริญของเชื้อราก่อโรคโดยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis สายพันธุ์พลายแก้ว” ว่าเชื้อนี้สามารถยับยั้งเชื้อ Colletotrichum capsici, C. gleosporioides, Rhizoctonia sp., Acremonium sp. ได้ดี ที่ยับยั้งได้รองลงมาคือ Tricoderma sp. และ Phytophthora parasitica แต่ในการทดลองนี้ไม่สามารถยับยั้ง sclerotium sp. แต่กลับเสริมการเจริญของเชื้อนี้

ในงานวิจัยนี้ได้ทดลองขยายเชื้อแบบง่ายๆ ตามแบบของสุภศิษฎ์ เปรมัษเฐียร (๒๕๔๖) ที่ใช้กับบีที พบว่าได้ผลเช่นเดียวกันและพบว่าเชื้อนี้ตอบสนองต่อน้ำมะพร้าวดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมะพร้าวอ่อน เชื้อเพิ่มจำนวนได้ถึง ๑ x ๑๐๑๒ ภายใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมง

คุณมนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

การเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มน้ำมัน

3 พ.ค.


ปาล์มน้ำมันพืชเศรษฐกิจ ที่วันนี้ไม่ใช่มีราคาแค่เมล็ดเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ของปาล์มที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะทะลายปาล์ม ที่เมื่อก่อนมองดูเป็นสิ่งที่ไม่มีค่า แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่า เป็นที่ต้องการของเกษตรกรทีเพาะเห็ด

วิธีการเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มน้ำมันนั้น ขั้นตอนแรกหากได้ทะลายปาล์มมาแล้ว ต้องนำมาหมักโดยนำทะลายปาล์มมากองไว้แล้วคลุมด้วยพลาสติก รดน้ำวันเว้นวัน เป็นเวลา10 วัน เมื่อหมักทะลายปาล์มได้ที่แล้ว จะนำมาปูเป็นร่องขนาดตามต้องการ เช่น ขนาดความกว้างของร่องที่ 80 เซนติเมตร ยาว 8 เมตร ค่ะ หลังจากนั้นล้างทำความสะอาดทะลายปาล์มน้ำมัน โดยการใช้น้ำฉีดจนกว่าน้ำที่ฉีดล้างจะออกเป็นสีแดง จึงถือว่าสะอาดได้ที่ ในระหว่างการล้างนั้น ต้องมีการเหยียบย่ำให้ทะลายปาล์มนุ่มลงด้วย ขั้นตอนต่อมาคือ การนำเชื้อเห็ดฟางมาหว่านลงไป โดยจะใช้เชื้อ 30 ถุง ผสมกับอาหารเสริมประมาณครึ่งถุงคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วนำมาโรยลงร่องของทะลายปาล์มน้ำมัน แล้วคลุมด้วยพลาสติกไว้บนโครงไม้ไผ่ คลุมประมาณ 3 วัน ในระหว่างนี้ไม่ควรเปิดโดยเด็ดขาด หลังจาก วันที่ 4 ก็เปิดได้เพื่อถ่ายเทอากาศจะต้องเปิดพลาสติกออกทุกวันในช่วงเช้าและเย็น นานประมาณ 30 นาที ประมาณ 7 วัน เห็ดฟางจะเริ่มออกดอก ในส่วนของการเปิดพลาสติกออกเพื่อเก็บดอกเห็ด มีวิธีการที่ควรปฏิบัติด้วย คือ ต้องเริ่มด้วยการเปิดแผ่นพลาสติกบริเวณหัวและท้ายร่องก่อนเพื่อเป็นการระบายอากาศ จากนั้นจึงเปิดทั้งหมดและเมื่อเก็บดอกเห็ดมากแล้วต้องรีบคลุมพลาสติกไว้ดังเดิมเพื่อป้องกันเชื้อต่าง ๆที่จะเข้าไปเจริญเติบโตในร่อง เห็ดให้ผลผลิตเต็มที่ประมาณ 10-15 วัน แล้ว โดยจะมีมากประมาณ 5 วัน หลังจากนั้นปริมาณเห็ดที่ออกเริ่มลดน้อยลง หากรวมเวลาที่สามารถเก็บเห็ดจนหมดรุ่น ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน คับ

เขียนและรายงานโดย : คุณวรฉัตร จูห้อง (นักวิชาการชมรม ฯ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2555 เสนอแนะติชมได้ที่ email:thaigreenagro@gmail.com

เพาะเห็ดให้เหมาะสมกับฤดูกาล ต้นทุนไม่บาน คนทานซื้อไม่แพง

2 พ.ค.


อากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงเดือนเมษายน ส่งผลกระทบต่อนักเพาะเห็ดทั่วทั้งประเทศทำให้เห็ดหลายชนิดไม่ให้ผลผลิตเหมือนอย่างเคย ส่งผลให้มีคำถามมากมายมายังชมรมเกษตรปลอดสารพิษเพื่อต้องการแก้ปัญหาให้หมดไป เพราะดอกเห็ดมีจำนวนการเกิดดอกน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนก้อนทั้งโรงเรือนพบว่ามีการออกดอกให้ผลผลิตเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เพียงเท่านั้น จึงทำให้เกิดการขาดทุนค่อนข้างมาก เห็ดร้อยก้อนพันก้อนมีดอกออกมาเพียง 2-3 ก้อนหรือ 20-30 ก้อนตามลำดับ ซึ่งน้อยมาก

สาเหตุที่พบส่วนใหญ่คือเกษตรกรมักนำเห็ดที่เป็นที่นิยมของท้องตลาดนำมาเพาะเป็นส่วนใหญ่แทนที่จะนำสายพันธุ์ที่เหมาะสมถูกต้องตรงกับฤดูกาล ส่วนมากปัญหาที่พบว่าไม่ค่อยออกดอกคือเห็ดนางฟ้าภูฐานดำ และเห็ดที่ชอบอากาศเย็นเป็นส่วนใหญ่อย่างยานางิ, เห็ดหอม, เห็ดเข็มเงินเข็มทอง, เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในทางร้อนมากขึ้นและค่อนข้างวกวนสับสนอลหม่านเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวฝนจนเห็ดซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มีการพัฒนาที่ค่อนข้างเร็ว เกิดเร็ว โตเร็ว สืบพันธุ์เร็ว ตายเร็วกว่าสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ปรับตัวไม่ทันค่อนข้างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆเหล่านี้ได้ค่อนข้าวเร็ว

วิธีการแก้ปัญหาอย่างง่ายคือควรเลือกเห็ดที่จะนำมาเพาะให้ตรงกับช่วงสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมคือเห็ดนางฟ้าภูฐานสีครีม เห็ดนางรม นางฟ้า โดยเฉพาะเห็ดนางรมนั้นแทบจะไม่เกี่ยงงอนให้ผลผลิตเกือบตลอดเวลา ค่อนข้างออกดอกง่าย ให้ผลผลิตดีแม้สภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากตระกูลนางฟ้าที่ให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องตลาดถ้ามีกลุ่มลูกค้าเดิมอยู่แล้วต้องพยายามเปลี่ยนแปลงปรับความเข้าใจให้ทราบถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนจากเห็ดภูฐานดำมาเป็นเห็ดนางรมในบางช่วง และที่สำคัญคือเรื่องเห็ดนางรมล้นตลาดในช่วงหน้าร้อนเพราะอาจจะมีผู้เพาะเห็ดชนิดนี้กันมากขึ้นจนมีผลผลิตออกมาชนกันมากเกินไป

คุณมนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

อากาศร้อนจัดแบบนี้เหมาะสำหรับการเพาะเห็ดฟาง

2 พ.ค.


สวัสดีครับพี่ๆน้องๆชาวชมรมเกษตรปลอดสารพิษทุกๆท่าน วันนี้ก็จะมาพูดถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัดและส่งผลกระทบต่อการเพาะเห็ด เช่น เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางฟ้า-ภูฐาน เป็นต้น ซึ่งอากาศที่ร้อนส่งผลทำให้เห็ดนางฟ้าและนางฟ้าภูฐานไม่ออกดอกทำให้สูญเสียรายได้ ซึ่งเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบในช่วงนี้เกษตรกรผู้เพาะเห็ดจะต้องคิดและหันมาเพาะเห็ดที่เหมาะสมต่อกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบนี้ก็คือ เห็ดฟาง เป็นต้น ซึ่งคนไทยรู้จักและบริโภคอาหารจากเห็ดฟางมานานแล้วเพราะมีรสชาติดี มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าพืชผักหลายชนิด วัสดุที่ใช้ในการเพาะเห็ดฟางนั้นก็หาได้ง่าย ส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและการเพาะเห็ดฟางก็สามารถทำการเพาะได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการคิดค้น ดัดแปลงทั้งวัสดุเพาะ วิธีการเพาะและอาหารเสริม เพื่อเพิ่มผลผลิตเห็ดให้ได้มากกว่าเดิม ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนแบบนี้จึงเหมาะกับการเพาะเห็ดฟางมากเลยทีเดียว

เนื่องจากเห็ดฟางชอบอากาศร้อน อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 35-37 องศาเซลเซียส เพราะอากาศที่ร้อนจัดจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของดอกเห็ดดียิ่งขึ้น ส่วนในช่วงที่อากาศหนาวจะไม่ค่อยดีนักเพราะอากาศที่เย็นไปจะไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเห็ดฟาง โดยทั่วไปอากาศที่หนาวจะเหมาะกับการเพาะเห็ดนางฟ้าและนางฟ้า-ภูฐาน เป็นต้นเพาะเห็ดนางฟ้าและนางฟ้าภู-ฐาน จะชอบอากาศที่หนาวอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส จึงเห็นได้ว่าการเพาะเห็ดฟางในประเทศไทยสามารถเพาะได้ทั้งปี แต่ช่วงหน้าหนาวผลผลิตเห็ดจะน้อยลง มีราคาแพง ส่วนช่วงอากาศที่ร้อนจะมีผู้เพาะมากจึงทำให้ราคาต่ำลง ในช่วงฤดูฝนชาวนาส่วนใหญ่ก็จะหันมาทำนากันมากจึงทำให้ราคาเห็ดฟางดีขึ้น ส่วนในเรื่องของความชื้นในการเพาะเห็ดฟางนั้นสำคัญมาก โดยเป็นตัวกำหนดการเจริญของเส้นใยเห็ดที่สำคัญ ถ้าความชื้นมีน้อยไปเส้นใยของเห็ดฟางก็จะเดินช้าและรวมตัวเป็นดอกไม่ได้ถ้าความชื้นมากเกินไปการระบายอากาศภายในกองก็จะไม่ดี ถ้าเส้นใยขาดออกซิเจนก็จะทำให้เส้นใยฝ่อหรือเน่าตายไป น้ำที่แช่หรือทำให้ฟางชุ่มควรจะเป็นน้ำที่สะอาดไม่มีเกลือเจือปนหรือเค็มหรือเป็นน้ำที่เน่าเสียที่หมักอยู่ในบ่อนานๆจนมีกลิ่นเหม็นก็ไม่ควรจะนำมาใช้ในการเพาะเห็ดฟาง ทางที่ดีนั้นน้ำที่ใช้ในการงอกเส้นใยเห็ดจะมาจากในฟางที่อุ้มน้ำไว้และความชื้นจากพื้นแปลงเพาะนั้นก็เพียงพอแล้ว

เขียนและรายงานโดย : คุณพิสิษฐ์ ชอบทำเหมือน (นักวิชาการชมรมฯ )

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

อากาศร้อนแล้ง ปลวกจะเอาแหล่งน้ำจากไหน

30 เม.ย.


ปลวกเป็นสัตว์ที่ก่อความยุ่งยากรำคาญใจอยู่คู่กับมนุษย์มานมนานหลายล้านปี เป็นสัตว์สังคมที่ทำงานกันเป็นทีมด้วยความสามัคคี มีการแบ่งชั้นวรรณะหน้าที่อย่างชัดเจนในการทำงาน ในรังปลวกจะมีทั้งนางพญาทำหน้าที่วางไข่ขยายพันธุ์ มีปลวกทหารทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยปกป้องคุ้มครองอาณาจักร มีปลวกงานดูแลหาอาหารให้แก่มวลสมาชิกปลวก ทำเกษตรหรือเป็นเกษตรกรปลวกคอยดูแลสวนเห็ด ปลูกเห็ดเพื่อให้ช่วยย่อยเศษไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อไว้เป็นเสบียงแหล่งอาหาร เพราะปลวกเป็นสัตว์ที่ชอบกินไม้แต่ไม่มีน้ำย่อยที่สามารถย่อยไม้หรือเซลลูโลส เมื่อไม่มีเซลลูเลสหรือน้ำย่อยจึงต้องพึ่งพาเห็ดให้ทำหน้าที่ช่วยย่อยแทน นอกนั้นปลวกยังมีวรรณะแมลงเม่าที่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์ขยายอาณาจักรไปตามพื้นที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อรักษาและดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเองให้คงอยู่ต่อไป
การปลูกเห็ดของปลวกจำเป็นจะต้องอาศัยแหล่งน้ำเพื่อให้ความชื้นค่อนข้างมากอีกทั้งน้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตปลวกอีกหลายล้านตัว ดังนั้นน้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆสำหรับปลวก แต่ในช่วงที่อากาศร้อนแล้งฝนไม่ตกแหล่งน้ำหายากปลวกก็จะอยู่อาศัยกันอย่างยากลำบาก จึงต้องพยายามดิ้นรนหาแหล่งน้ำจากที่ต่างๆ ปลวกงานจะทยอยช่วยกันอมน้ำนำมาเลี้ยงหมู่มวลสมาชิกและสวนเห็ดที่เพาะไว้ในจอมปลวก โรงแรม รีสอร์ท อาคารบ้านเรือนต่างๆที่ปลูกต้นไม้เพื่อไว้ประดับอาคาร ก็จะมีการรดน้ำพรวนดินให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้อย่างสม่ำเสมอ และยิ่งมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ถ้าท่อแอร์ที่ระบายน้ำหยดรั่วลงดินหรือดูแลไม่ดีก็จะเป็นแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ให้ปลวก ปลวกก็จะอพยพเข้ามาขนน้ำลำเลียงกลับไปเลี้ยงเห็ดสร้างรัง

ในฟาร์มเห็ดทั่วไปจะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้แก่ปลวกคือมีทั้ง ขี้เลื่อย โรงเรือนไม้ มุงด้วยหลังคาหญ้าแฝก หญ้าคาหรือจาก มีความชื้นจากการรดน้ำเห็ดอยู่เกือบตลอดเวลา ในช่วงหน้าร้อนอากาศแห้ง โรงเรือนเห็ดเหล่านี้จะต้องเพิ่มความเอาใจใส่ดูแลให้เห็ดได้รับความชื้นอยู่เสมอ ยิ่งร้อนแล้งมากก็ต้องรดน้ำให้ความชื้นมากตามไปด้วย วันหนึ่งอาจะมากถึงสามสี่รอบหรือจะอยู่ในสภาพอากาศปรกติธรรมดาอย่างน้อยก็ต้องมีการรดน้ำอย่างน้อยก็สองรอบคือเช้ากับเย็น อากาศร้อนแล้งน้ำน้อยปลวกหากินยากจึงต้องพยายามดินรนขวนขวายหาแหล่งน้ำดังนั้งจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมฟาร์มเห็ดจึงมักมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องปลวกอยู่เสมอ การแก้ปัญหาเรื่องปลวกนี้ก็ทำได้ไม่ยากเพียงนำเชื้อจุลินทรีย์ที่กินปลวกอย่าง “เมธาไรเซียม” นำมาผสมกับขี้เลื่อยหรือขี้กบไสไม้ในอัตรา 1 ก.ก. ต่อขี้เลื่อยหรือขี้กบ 10 ก.ก. พรมน้ำพอชื้นนำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่ที่เลื่อยหั่นเป็นท่อนๆแล้วนำไปกลบฝังรอบโรงเรือนเห็ดหรืออาณาบริเวณที่อยู่อาศัยก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องปลวกให้ทุเลาเบาบางลงได้

คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

เปรียบเทียบต้นทุนสูตรการผลิตก้อนเชื้อเห็ด เมื่อเติมหินแร่ภูเขาไฟพูมิชซัลเฟอร์ตั้งแต่ตอนเตรียมก้อน

27 เม.ย.


สูตรการทำก้อนเชื้อเห็ดของเกษตรกรผู้เพาะเห็ดส่วนใหญ่จะมีความหลากหลายไม่ยึดติดตายตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะในแต่ละท้องถิ่นมีสภาพและปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกัน อีกทั้งช่วยให้เกษตรกรรู้จัดคิดค้นดัดแปลงต่อยอดให้เกิดการพัฒนาที่ก้าวหน้าเป็นลำดับ (C & D) ไม่จมปลักอยู่กับที่จะช่วยให้ก่อเกิดการพัฒนาการด้านการผลิตก้อนเชื้อเห็ดที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับ คนไทยก็จะมีโปรตีนในรูปของเห็ดไว้บริโภคด้วยความเต็มเปี่ยมด้านคุณภาพทางโภชนาการและความปลอดภัยไร้สารพิษ

สูตรการทำก้อนเชื้อโดยปรกติจะใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำละเอียดประมาณ 10 กิโลกรัม ถ้าจะเพิ่มแป้งข้าวเหนียวหรือกระถินป่นก็อาจจะลดรำลงเหลือเพียง 7 – 8 กิโลกรัมแล้วเติมแป้งและกระถินป่นเสริมเข้าไปอีก 2 – 3 กิโลกรัม ใช้ปูนขาวหรือแคลเซียม ประมาณ 2 กิโลกรัม ใช้ดีเกลือหรือแมกนีเซียมซัลเฟต 200 กรัม ใช้ยิปซั่มหรือแคลเซียมซัลเฟต 2 กิโลกรัม ภูไมท์ 1 กิโลกรัม และน้ำตาลทราย 1กิโลกรัม

1. ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม. กิโลกรัมละ 2.00 บาท = 200.00 บาท
2. รำละเอียด. 10 กิโลกรัม. กิโลกรัมละ 5.00 บาท = 50.00 บาท
3. ปูนขาวหรือแคลเซียม 2 กิโลกรัม. กิโลกรัมละ 4.00 บาท = 8.00 บาท
4. ดีเกลือหรือแมกนีเซียมซัลเฟต 200 กรัม. กรัมละ. 0.01 บาท = 2.00 บาท
5. ภูไมท์. 1 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 8.50 บาท = 8.50 บาท
6. ยิปซั่มหรือแคลเซียมซัลเฟต. 2 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 4.00 บาท = 8.00 บาท
4. น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 25.00 บาท = 25.00 บาท
รวม 301.50 บาท

รวมต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตามสูตรดังกล่าวก็จะอยู่ที่ 301.50 บาทต่อวัตถุดิบการผลิตเห็ดทั้งสิ้น 114.2 กิโลกรัม เมื่อนำไปอัดก้อนในขนาด 800 กรัมเราจะได้จำนวนก้อนประมาณ 142 ก้อน ตกเฉลี่ยต้นทุนต่อก้อนอยู่ที่ 2.12 บาท และถ้ามรวมกับค่าพลังงานน้ำมัน แก๊ส ถ่าน ฟืน ถุงพลาสติก จุกสำลี คอขวด กระดาษหนังยางต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยอาจจะ 1-2 บาทตามแต่ราคาในท้องตลาดของในแต่ละท้องถิ่นก็ถือว่ายังเป็นราคาที่พอรับได้ เมื่อเทียบกับคุณภาพของก้อนเชื้อที่เรียกได้ว่า “จัดเต็ม” ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสูตรของก้อนเชื้อเห็ดนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและความต้องการของแต่ละปัจเจกบุคคลเพิ่มเติมเสริมแต่งได้ตามใจชอบ แต่ถ้าเราทำพื้นฐานของก้อนเชื้อให้ดีมีคุณภาพเสียแต่เริ่มแรก กระบวนการเพาะเห็ดเราก็อาจไม่ต้องเสียสตางค์ไปซื้อฮอร์โมนหรืออาหารเสริมมาฉีดให้สิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นง่ายต่อการบริหารจัดการดูแลบำรุงรักษา

ทีนี้เราลองมาเปรียบเทียบกับการใช้หินแร่ภูเขาไฟกลุ่มตระกูล ซีโอ-พูมิชซัลเฟอร์ กันดูบ้างนะครับว่าจะมีความแตกต่างมากน้อยเพียงใด สูตรการทำก้อนเชื้อเห็ดถุงแบบใช้กลุ่มหินแร่ภูเขาไฟก็ไม่ได้แตกต่างจากสูตรดั้งเดิมเพียงแต่เราจะลดการใช้แคลเซียม ดีเกลือ ภูไมท์และยิปซั่มออกไปเพื่อประหยัดเวลา ขั้นตอนการผลิตและต้นทุนให้ลดลงแต่ยังคงคุณภาพไว้ให้เทียบเท่าจากเดิมหรือมากกว่าโดยอาศัยแหล่งอาหารจากตัว พูมิชซัลเฟอร์ ซึ่งมีแร่ธาตุสารอาหารที่ได้จากแร่ภูเขาไฟที่ผ่านอุณหภูมิความร้อนเป็นล้านๆองศาพร้อมต่อการละลายย่อยสลายกลายเป็นอาหารของเห็ด โดยพูมิชซัลเฟอร์ประกอบไปด้วยแร่ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิดินั่ม ฯลฯ และแร่ธาตุที่สำคัญโดดเด่นในตระกูลหินแร่ภูเขาไฟคือ ซิลิสิค แอซิดหรือซิลิก้านั่นเองที่ช่วยให้เส้นไยเจริญเติบเดินเร็ว แข็งแรง อีกทั้งช่วยเพิ่มอรรถรสที่นุ่มเหนียวพอประมาณที่รู้สึกได้ถึงการขบเคี้ยวเหมือนทานสเต๊กรสนุ่มประมาณนั้นเชียว! เพราะนี่คือประโยชน์ของซิลิก้าที่โดยทั่วไปที่ใช้ในการปลูกพืชจะทำหน้าที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับผนังเซลล์ป้องกันโรคแมลงราไรที่จะเข้ามาทำลายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อนำมาใช้ในการเพาะเห็ดจึงโดดเด่นมากในเรื่องรสชาติที่สัมผัสได้

1. ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม. กิโลกรัมละ 2.00 บาท = 200.00 บาท
2. รำละเอียด. 10 กิโลกรัม. กิโลกรัมละ 5.00 บาท = 50.00 บาท
3. พูมิชซัลเฟอร์ 3 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 9.00 บาท = 27.00 บาท
รวม 277.00 บาท

รวมต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตามสูตรดังกล่าวก็จะอยู่ที่ 277บาทต่อวัตถุดิบการผลิตเห็ดทั้งสิ้น 113 กิโลกรัม เมื่อนำไปอัดก้อนในขนาด 800 กรัมเราจะได้จำนวนก้อนประมาณ 141 ก้อน ตกเฉลี่ยต้นทุนต่อก้อนเชื้อเห็ดอยู่ที่ 1.96 บาท เมื่อเทียบกับวิธีแรกก็ถือว่าประหยัดลงมาได้ถึง18% และยังได้ช่วยลดขั้นตอนกระบวนการผลิตไปอีก 4 ขั้นตอน การเตรียมก้อนเช้ือให้เพียบพร้อมไปด้วยอาหารที่อุดมสมบูรณ์พร้อมต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ด ช่วยให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อฮอร์โมนหรืออาหารเสริมเห็ดฉีดพ่น พร้อมทั้งช่วยให้ก้อนเชื้อเห็ดมีคุณภาพหรือสารอาหารเต็มก้อนเต็มประสิทธิภาพเปิดดอกเก็บได้นาน เป็นที่ต้องการของตลาด

คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

ฟาร์มเห็ด คือแหล่งเพาะและเชื้อโรค

26 เม.ย.


ฟาร์มเห็ดหรือโรงเรือนเพาะเห็ดโดยทั่วไป จะมีทั้งก้อนเชื้อขี้เลื่อยเก่าที่หมดอายุกองทิ้งไว้ในบริเวณฟาร์ม ก้อนเชื้อเก่าหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของเชื้อราและจุลินทรีย์หลากหลายชนิด รวมทั้งเชื้ิอราที่เป็นศัตรูเห็ดด้วยเพราะลักษณะอาหารการกินจะมีลักษณะคล้ายๆและไม่ต่างกันมาก สารอาหารที่หลงเหลือตกค้างจากการเพาะเห็ดอันอุดมสมบูรณ์ ถ้าไม่มีการจัดการที่เหมาะสมเชื้อโรคจะสร้างอาณาจักรเจริญเติบโตวนเวียนหลายรอบจนมีสปอร์ตกค้างหมักหมมหลายรุ่นหลายคราวเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคหลายชนิดมีทั้งจุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการปลูกพืชและจุลินทรีย์ตัวร้ายสำหรับเห็ด

ถ้านำไปบริจาคให้เพื่อนบ้านที่เป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ไม้ผล เพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกก็จะได้ใช้ประโยชน์จากของขี้เลื่อยเหล่านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะก้อนเชื้อเก่าที่ผ่านการเพาะเห็ดถือว่าเป็นปุ๋ยชั้นดีสำหรับต้นไม้และราเขียวไตรโคเดอร์ม่าศัตรูหมายเลขหนึ่งของเห็ดแต่กลับเป็นมิตรแสนดีกับต้นไม้ที่คอยช่วยป้องกันดูแลมิให้เชื้อโรคเข้าทำลายพืชอีกทั้งช่วยช่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆที่อยู่รอบๆบริเวณทรงพุ่มให้กลายเป็นอาหารของพืชได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังถือว่าเป็นการนำแหล่งเชื้อโรคออกไปจากฟาร์มหรืออาณาบริเวณที่เพาะเห็ดช่วยให้มีความเสี่ยงต่อการระบาดของเช้ื้อราศัตรูเห็ด

ก้อนเชื้อเห็ดเก่าที่ถูกทิ้งไว้ในบริเวณฟาร์ม ถ้ากองวางอยู่เหนือสายลมที่จะพัดผ่านโรงเรือนก็จะนำพาเอาผงสปอร์ของเชื้อราศัตรูเห็ดติดมาด้วย เนื่องด้วยสปอร์ของเชื้อราเหล่านี้มีขนาดเล็กมากเพียง 2-4 ไมครอน (2-4/1,000 มิลลิเมตร) เท่ากับผงฝุ่นละอองจึงเบาและง่ายต่อการปลิวไปตกตามที่ต่างๆ ถ้าเข้าไปในโรงเรือนเห็ดก็จะสร้างปัญหาเรื่องเชื้อราในโรงเรือนเปิดดอกของเห็ดไม่มีวันจบสิ้น ดูแลแก้ไขปัญหาแล้วก็จะวนกลับมาเป็นใหม่เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ภายนอกโรงเรือนคือกองของก้อนเชื้อเก่า หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่ออาชีพเพาะเห็ดควรบริหารจัดการก้อนเชื้อเก่า ขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ให้ห่างไกลจากโรงเรือน รวมทั้งหมั่นดูแลทำให้โรงเรือนและอาณาบริเวณมีความสะอาดอยู่เสมอๆ ก็เป็นการลดค่าใช้ในการดูแลเห็ดอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน

คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

ฤดูฝน กับคนทำเห็ด

24 เม.ย.


อากาศที่ร้อนอบอ้าวในเดือนเมษายนนั้น ส่งผลให้หลายคนแทบไม่อยากย่างกรายออกจากเคหะสถานทั้งบ้านและที่ทำงาน เพราะกลัวแสงแดดที่จัดจ้าร้อนแรง จากแสงอาทิตย์ที่ตั้งฉากกับโลกของเราเป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด จึงทำให้อุณหภูมิในเดือนนี้ค่อนข้างร้อนจัดเหมือนทุกๆปี บวกกับสภาวะโลกร้อนที่อินเทรนด์ไม่หยุดในเรื่องความผันผวนแปรปรวนของธรรมชาติ เดี๋ยวมีสึนามิ เดี่ยวเจอหลุมยักษ์ มีคนตายเกี่ยวกับความผันผวนของธรรมชาติถี่มากขึ้นเป็นลำดับ

เกษตรกร ผู้เพาะเห็ดในช่วงนี้ก็ประสบพบปัญหาไม่แพ้กัน คือเห็ดมีปัญหาไม่ยอมออกดอก เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้การควบคุม อุณหภูมิความชื้นไม่ได้ดังที่ใจต้องการ หรือตรงกับความต้องการของเห็ด เนื่องด้วยเห็ดจะอ่อนไหวง่ายมากต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ ดังนั้นในทางที่ดีควรจะคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดที่ให้ผลผลิตดีในฤดูกาลนี้ อย่างเช่นเห็ดภูฎานสีครีม หรือนางรมฮังการี ที่มีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีกว่าเห็นภูฎานดำ ที่เกษตรกรบางรายยังคงติดอกติดใจกับผลผลิตที่ออกมากในสภาพอากาศที่เป็นใจ ไม่ยอมเปลี่ยนให้เหมาะสมกับฤดูกาล ก็จะเสี่ยงต่อการขาดทุนได้ง่าย เพราะเห็ดร้อยสองร้อยก้อนภูฎานดำจะออกเพียง 2-3 ก้อน หรือถ้าพันก้อนก็จะได้ผลผลิตเพียง 20-30 ก้อนเท่านั้นในสภาพอากาศที่ร้อน

ในอีกไม่กี่อึดใจก็จะเริ่มเข้าใกล้ฤดูฝนเข้ามาทุกที เกษตรกรผู้เพาะเห็ดก็ต้องวางแผนการผลิตเห็ดให้ดี อย่าให้ไปชนกับเห็ดป่า เห็ดธรรมชาติ เพราะจะมีนักเก็บเห็ดทั่วประเทศที่จะนำเห็ดออกมาจากป่าจำนวนมาก เป็นประจำทุกปีเห็ดจะมีราคาถูกในช่วงนี้ และเห็ดที่หากินได้ยากจะมีราคาแพง ในกลุ่มที่เพาะเห็ดนางรม นางฟ้า ฮังการี ภูฎาน ควรเช็คตลาดให้แน่นอนว่ามีความสามารถในการรองรับเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ จึงแจ้งมาเพื่อให้ชาวผู้เพาะเห็ดได้ระมัดระวังกันด้วยนะครับ

คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

อากาศร้อนจัด…ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้เห็ดไม่ออกดอก

20 เม.ย.


เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเห็ดเป็นอาชีพจะประสบพบเจอกับปัญหาเรื่องเห็ดไม่ค่อยออกดอก เห็ดออกดอกน้อย ผลผลิตเห็ดในช่วงนี้ลดลง สาเหตุเกิดจากอุณหภูมิที่ร้อนจัดในช่วงหน้าร้อน อุณหภูมิสูงเกินไปทำให้เห็ดที่ไม่ชอบอุณหภูมิสูงได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น เห็ดนางฟ้า-ภูฐาน เห็ดนางรม-ฮังการี เป็นต้นโดยในช่วงที่อากาศร้อนเช่นนี้ เห็ดจำพวกที่กล่าวมานี้จะไม่ค่อยมีการเจริญเติบโต เห็ดไม่มีการสร้างเส้นใย เส้นใยเห็ดไม่ค่อยเดิน ส่งผลทำให้เห็ดไม่ออกดอกโดยเฉพาะเห็ดนางฟ้า-ภูฐานที่เป็นที่นิยมเพาะเลี้ยงกันในเวลานี้จะเจอกับปัญหานี้มากที่สุดเพราะอุณหภูมิในโรงเรือนที่เหมาะสำหรับเห็ดนางฟ้าภูฐานจะอยู่ที่ประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิในช่วงหน้าร้อนในเมืองไทยทุกวันนี้จะอยู่ที่ประมาณ 36-40 องศาเซลเซียสหรืออาจสูงเกิน 40 องศาเลยก็มีในบางวัน อุณหภูมิที่สูงทำให้เห็ดนางฟ้า-ภูฐานไม่ออกดอกเลยหรือถ้าออกดอกก็น้อย ผลผลิตในช่วงหน้าร้อนนี้จะต่างกับช่วงหน้า ฝนหรือหน้าหนาวโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ทำเห็ดภูฐานอยู่ 1000-3000 ก้อนในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาวได้ผลผลิตอยู่วันละ 40-50 กิโลกรัมต่อวัน ในช่วงหน้าร้อนก็จะเหลือแค่วันละไม่ถึง 10 กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเห็ดสูญเสียรายได้ไป หรือผู้เพาะเห็ดบางรายที่ซื้อก้อนมาเปิดดอกในช่วงนี้ก็ถึงกับขาดทุนไปเลยก็มี ซึ่งถ้าเป็นผู้เพาะเห็ดที่ทำมานานจะทราบกันดีว่าช่วงหน้าร้อนนี้เห็ดนางฟ้าภูฐานจะให้ผลผลิตน้อย เลยจะไม่ค่อยทำกันจะเว้นช่วงหรือถือโอกาสพักโรงเรือนไว้ไปทำช่วงต้นฝนที่อากาศเริ่มเย็นลง หรือถ้าทำก็ทำน้อยลงเพื่อง่ายต่อการดูแล ทางผู้เขียนจึงอยากให้ข้อมูลสำหรับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดรายใหม่ๆได้ได้ทราบว่าการเพาะเห็ดแต่ละชนิดต้องศึกษาหาข้อมูลว่าเห็ดชนิดไหนควรทำในช่วงไหนหรือเห็ดชนิดไหนไม่ควรทำไนช่วงไหน เช่นหน้าร้อนควรเพาะเห็ดขอน เพราะเห็ดขอนเป็นเห็ดที่ชอบอุณหภูมิที่สูง อากาศยิ่งร้อนยิ่งออกดอกดี แต่ไม่ควรเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานเพราะเป็นเห็ดที่ไม่ชอบอากาศร้อน เป็นต้น ถ้าท่านเกษตรกรทราบข้อมูลเรื่องสภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับเห็ดแต่ละชนิดแล้วละก็ เราก็จะหมดปัญหาเรื่องเห็ดไม่ออกดอกให้ผลผลิตน้อยไปได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2)หรือนักวิชาการชมรมฯ(085-9205846)

เขียนและรายงานโดย : คุณจตุโชค จันทรภูมี

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,889 other followers