โรคและศัตรูที่สำคัญของเห็ดที่คุณควรรู้ (1)

18 พ.ค.

วันนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่จะนำเสนอเป็นเรื่องเป็นราวมากนักนะครับคุณๆ ท่านผุ้อ่าน เพราะกระแสพืชหลักๆ อย่าง มะพร้าว มะละกอ กล้วย ส้ม….เอ๊ย! มะนาว เขาก็กำลังดังข้ามปีกันอยู่ ทำให้แวดวงเกี่ยวกับเห็ดก็ดูหงอยๆ ไปนิดนึง จึงอยากจะถือโอกาสนี้นำข้อมูลเกี่ยวกับโรคเห็ดที่เขียนโดยท่านอาจารย์ดำเกิง ป้องพาล มาฝากท่านผู้อ่านกันสักหน่อย เผื่อว่าบางทีอาจจะทำให้ผู้ที่ฝืนชะตาฝ่ามรสุมการเพาะเห็ดในฤดูร้อนให้มีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นมาได้บ้าง ในการต่อสู้กับเห็ดทำให้ออกดอก
เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลาผมก็ขอยกเอาเนื้อหาสาระของท่านอาจารย์บางส่วนจากหนังสือ “การเพาะเห็ด” ยุคเก่าก่อนมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเลยนะครับ
ประไพศรี และวิรัช (2539) ได้กล่าวถึงโรคเห็ดที่สำคัญ เชื้อสาเหตุ การทำลายและความเสียหาย ตลอดจนการป้องกันและกำจัดโรคต่างๆ ที่เกิดกับเห็ด ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
โรคเห็ดฟาง โรคราเม็ดผักกาด
เกิดจากเชื้อ สเคลอโรเทียม รอฟซิไอ (Sclerotiom rolfsii) มักเกิดกับการเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย อาการ สังเกตจากเส้นใยสีขาว ลักษณะหยาบเกิดขึ้นบนกองฟางข้าว เกิดได้ทั้งหลังกองและข้างกอง เมื่อเส้นใยอายุได้ประมาณ 2-3 วัน จะเจริญขยายออกเป็นวงกลม ต่อมาจะเกิดเม็ดเล็กๆ รูปร่างกลม สีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อนเม็ดเหล่านี้จะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อแก่และมีสีน้ำตาลเข้มมองดูคล้ายเม็ดผักกาด ซึ่งก็คือส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรานั่นเอง
การทำลายและความเสียหาย ทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจาก
1. เส้นใยของเชื้อราจะเจริญเติบโตเร็วมาก และแย่งอาหารของเชื้อเห็ดทำให้เส้นใยเห็ดเจริญไม่ทัน บริเวณที่เกิดเชื้อราเม็ดผักกาดจะไม่มีดอกเห็ด
2. เส้นใยของเชื้อราทำลายดอกอ่อนหรือดอกตูมทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะช้ำเป็นบางแห่งหรือทำให้ดอกอ่อนไม่พัฒนา
โรคราเขียว เกิดทั้งเห็ดฟางกองเตี้ย และในโรงเรือน
อาการ ราเขียวมีสองชนิดด้วยกันและเป็นราในดิน ได้แก่ ราเขียวเกิดจากเชื้อไตรโคเดอมา (Trichoderma spp.) มีหลายชนิดมีสีเขียวต่างๆ เช่น สีเขียวอ่อน เขียวเข้ม และราเขียว เกิดจากเชื้อ เพ็นนิซีเลียม (Penicillium spp.) มีสีเขียวอมเทา มีหลายชนิดเช่นกัน ราทั้งสองชนิดนี้ส่วนใหญ่อยู่ในดินหรือติดมากับขี้ฝ้าย ไส้นุ่น โดยเฉพาะเมื่อในกองเพาะเห็ดมีความชื้นสูงและมีความร้อนเกิดขึ้น เริ่มแรกเชื้อราจะเจริญที่ขี้ฝ้ายหรือไส้นุ่นก่อน แล้วจึงขยายขึ้นมาบนหลังกองหรือข้างกอง
การทำลายและความเสียหาย
1. เชื้อราเขียวเป็นราคู่แข่ง (Competitive fungi) และเป็นราที่เจริญเติบโตเร็ว ทำให้แย่งอาหารของเชื้อเห็ด
2. เส้นใยของราเขียวทำลายดอกอ่อน ทำให้ดอกไม่พัฒนา
เห็ดหมึกหรือเห็ดขี้ม้า (Ink Cap, Coprinus sp.)
อาการ เห็ดหมึกหรือเห็ดขี้ม้า มักเกิดกับการเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือน สาเหตุคือ การหมักปุ๋ยเพาะเห็ดยังไม่ได้ที่ มีก๊าซแอมโมเนียเหลืออยู่ เห็ดหมึกถือเป็นราคู่แข่งชนิดหนึ่ง
การทำลายและความเสียหาย
ทำให้ไม่มีผลผลิตเพราะเส้นใยเห็ดไม่เจริญในฟางหมักหรือปุ๋ยเพาะเห็ด

โรคเน่าเละของเห็ดฟาง
เกิดจากเชื้อบักเตรี ซูโดโมแนส (Pseudomonas sp.) เกิดเฉพาะในเห็ดฟางในโรงเรือน ในฤดูฝนพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2537 อาการ ดอกเห็ดผิวไม่เรียบ มีจุดขาวคล้ายประแป้ง ต่อมาภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งวัน ผิวดอกเห็ดจะเปลี่ยนเป็นตะปุ่มตะป่ำ ผิวขรุขระทั้งดอก ดอกเห็ดมีอาการช้ำ สีของดอกเห็ดบริเวณดังกล่าว เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลอ่อนอาการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาเริ่มเน่าเละมีน้ำเยิ้มออกมา
กลุ่มงานบักเตรีวิทยากองโรคพืชและจุลวิทยา ได้ทำการแยกเชื้อ พบว่า เกิดจากเชื้อ Pseudomonas sp.
การทำลายและความเสียหาย
ทำให้เก็บผลผลิตไม่ได้ เนื่องจากเมื่อเกิดอาการดังกล่าวจะทำให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว เสียหายต่อการเพาะเห็ดทั้งโรงเรือนจากการแพร่กระจายของเชื้อบักเตรี โดยน้ำที่กระเซ็นจากการรดน้ำเห็ดที่เป็นโรค
การป้องกันกำจัดโรคเห็ดฟาง
การที่ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเพาะ จนถึงสิ้นสุดการเก็บผลผลิตของเห็ดฟางแต่ละรุ่นใช้เวลาประมาณ 13-17 วัน จึงไม่ควรใช้สารเคมี การรักษาความสะอาด ปฏิบัติดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอและเอาใจใส่ใกล้ชิด ดีที่สุดซึ่งควรปฏิบัติดังนี้
1. เลือกหัวเชื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าเป็นพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูงมีการปนเปื้อนน้อยที่สุด
2. เลือกตอซังหรือฟางข้าวนวดที่สะอาดปราศจากเชื้อราเม็ดผักกาด ฟางต้องมีลักษณะแห้งสนิท และอมน้ำได้ง่าย วัสดุเพาะทุกชนิด ไม่ควรทิ้งให้ตากแดดฝนหรือเก็บค้างปี
3. มีความเข้าใจถึงสภาพความต้องการต่างๆ ในการเจริญเติบโตของเห็ดฟางเพื่อจะได้ปฏิบัติดูแลกองเพาะได้อย่างถูกต้อง เช่น เรื่องอุณหภูมิในกองเพาะ ขณะที่เส้นใยเจริญเติบโตต้องการอุณหภูมิระหว่าง 34-40 องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าในกองเพาะร้อนเกินไป ก็ควรระบายอากาศเพื่อให้เกิดการถ่ายเทออกซิเจนหรือต้องเผารอบกองเพาะเพื่อให้ความร้อนแก่กองฟางในหน้าหนาว นอกจากนี้ยังมีเรื่องความชื้น แสงสว่าง และความสามารถในการกินอาหารของเห็ดฟางอีกด้วย
ถ้าเป็นการเพาะเห็ดฟางแบบอุตสาหกรรม ควรศึกษาถึงการเตรียมปุ๋ยเพาะเห็ดอย่างถูกวิธี ตลอดจนการอบไอน้ำฆ่าชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการ เพื่อให้ได้ปุ๋ยเพาะเห็ดที่มีคุณภาพดี ซึ่งเชื้อเห็ดใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
4. ความสะอาดของแปลงเพาะ ก่อนเพาะควรจะได้ถางหญ้าเตรียมดินไว้เสียก่อนและเมื่อการเพาะเสร็จสิ้นควรนำฟางที่ใช้แล้วเป็นปุ๋ยหมัก หรือเผาหรือตากบริเวณแปลงเพาะที่ใช้แล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 4-5 วัน เพื่อฆ่าเชื้อราที่สะสมในบริเวณนั้น เป็นการเตรียมที่เพาะในครั้งต่อไป และเป็นการลดปริมาณเชื้อราที่อาจมีอยู่ในดิน
5. ในการเพาะเห็ดฟางแบบอุตสาหกรรม ควรมีการพักโรงเรือนเป็นครั้งคราว และทำความสะอาดโรงเรือนเพื่อฆ่าเชื้อราและแมลง โดยการใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราและสารฆ่าแมลงเป็นระยะๆเช่น สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เบนเลท และสารป้องกันกำจัดแมลงเซวิน (Sevin) ส่วนโรคที่เกิดจากบักเตรี การป้องกันมิให้เกิดโรคนี้ทำได้โดยการปรับระดับความชื้นในโรงเรือนไม่เกิน 80 % เมื่อให้น้ำทุกครั้งควรมีการระบายอากาศเพื่อไม่ให้หยดน้ำตกค้างที่ดอกอ่อน และน้ำที่รดควรใช้น้ำสะอาดเท่านั้น
จะอย่างไรคุณๆท่านผู้อ่านก็อย่าลืมนะครับ แนวทางชีววิธีคือการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพทดแทนการใช้สารพิษในปัจจุบันนั้นถือว่ามีทางเลือกมากขึ้นแล้ว การใช้กลุ่มของ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ (ยกเว้น อินดิวเซอร์นะครับ…..เดี๋ยวเชื้อเห็ดจะพากันตายทั้งฟาร์ม ฮ่าๆ) ก็สามารถที่จะช่วยเหลือเรื่องของ โรค แมลง ศัตรูของเห็ดได้เกือบครบวงจรแล้ว ปรึกษาปัญหาสอบถามเพิ่มเติมก็โทรศัพท์มายังฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02 986 1680 – 2 นะครับ วันนี้ขอพอเพียงเท่านี้ก่อน วันพรุ่งนี้ผมจะนำเรื่องโรคของเห็ดถุงมาเล่าให้ฟังกันต่อนะครับ
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: