โรคและศัตรูที่สำคัญของเห็ดที่คุณควรรู้ (2)

19 พ.ค.

วันนี้เราก็มาต่อความยาวสาวความยืดกันจากตอนที่แล้วให้ได้ข้อมูลและความรู้มากขึ้น…(อืห์ม…ฟังดูพิลึกๆ เหมือนกันนะครับ… คุณครับ) แต่ความจริงก็คือต้องการจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับโรคของเห็ดถุงบ้าง เพราะเป็นเห็ดที่มีความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ในอดีตนั้นอาจจะเป็นเห็ดฟางนะครับที่เกษตรกรเพาะปลูกกันมาก แต่ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าเห็ดถุงนั้นน่าจะมาแรงแซงทางโค้งไปแล้วอย่างแน่นอน ทั้งเห็ดเหมือนหนาว ยานางิ เห็ดหอม เห็ดนางรม นางฟ้า ภูฐาน (ภูฏาน) อื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย วันนี้ก็จะนำเนื้อหาของท่านอาจารย์ดำเกิง ป้องพาล มาประเคนให้ท่านผู้อ่านได้รับกันแบบเต็มๆ อีกเช่นเคยครับ โรคของเห็ดถุงนั้นก็แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ โรคที่เกิดจากเชื้อรา โรคที่เกิดจากบัคเตรี และโรคที่เกิดจากไวรัส จะเป็นอย่างไรนั้นเชิญอ่านกันได้โดยพลัน…
โรคเห็ดถุง
โรคเห็ดถุงที่สำคัญและพบโดยทั่วไปมีดังนี้ โรคเกิดจากเชื้อรา โรคเกิดจากเชื้อไวรัส และโรคเกิดจากเชื้อบักเตรี
โรคเกิดจากเชื้อรา
ราดำหรือเชื้อรากลุ่มแอสเพอร์จิลลัส (Aspergillus)
อาการ ลักษณะของถุงเห็ดหรือก้อนเชื้อเห็ดโดยทั่วไปบางส่วนของถุงเห็ดจะมีสีเขียวเข้มเกือบดำ อาจเกิดที่ส่วนบนใกล้ปากถุงแล้วลามลงไปข้างล่าง หรืออาจเกิดจากด้านล่างขึ้นไปก็ได้ บางส่วนของถุงเห็ดอาจมีสีน้ำตาลเกิดขึ้นติดกับบริเวณที่มีสีเขียวเข้ม เมื่อนำก้อนเชื้อเห็ดที่มีลักษณะดังกล่าวไป
แยกเชื้อบริสุทธิ์ พบว่า มีเชื้อรา Aspergillus 3 กลุ่ม คือ Aspergillus flavus, A. fumigatus และ A. niger เชื้อราดำโบไตรไอดิฟโพลเดีย (Botryodiplodia)
อาการ ลักษณะของถุงเห็ดเป็นดังนี้ คือ ขี้เลื่อยในถุงเห็ดจะมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เชื้อราสีขาวจะขยายกว้างขึ้น เมื่อทิ้งไว้นาน จะสังเกตเห็นก้อนเล็ก สีดำนูนออกมาที่ผิวของถุงพลาสติกเนื่องจากเชื้อราสร้างส่วนขยายพันธุ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งภายในมีสปอร์เกิดขึ้นจำนวนมาก
เชื้อรากลุ่มเขียว หรือ Green Mould (Trichoderma. Gilocladium)
อาการ ลักษณะการปนเปื้อนของถุงเห็ดจากราเขียวจะสังเกตเห็นได้ง่าย เนื่องจากสปอร์ของเชื้อราสีเขียวใสๆ เมื่อเกิดรวมกันเป็นกระจุกจึงทำให้เห็นเป็นหย่อมสีเขียวมะกอกหรือเขียวเข้ม ในถุงเห็ดบางครั้งจะเห็นเส้นใยสีขาวเจริญเติบโตได้ดีในก้อนเชื้อเห็ด แล้วเปลี่ยนสีไป เนื่องจากเชื้อแก่ เชื้อรากลุ่มเขียวนี้มีหลายชนิด แต่ละชนิดยังมีชนิดย่อยแตกต่างกันไป แต่มีรูปร่างลักษณะต่างๆ ทางสัณฐานวิทยาใกล้เคียงกัน
ราเขียวเพนนิซีเลียม และเพซีโลมายซีส (Penicillium หรือ Paecelomyces)
อาการ ลักษณะบนถุงเห็ดหอมเป็นฝุ่นสีซีดๆ เช่น สีน้ำตาลซีดๆ ปนสีเหลืองอ่อนหรือมีสีเหลืองซีดจางๆ และสังเกตเส้นแบ่งเขต (Zone line) ระหว่างการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดและเชื้อราได้อย่างชัดเจน คือ ราเพซีโลมายซีส ถ้าลักษณะบนถุงเห็ดเป็นหย่อมสีเขียวตองอ่อน สีเหลืองอ่อนอมเขียว สีเทาอ่อนมองดูคล้ายสกปรกหรือฝุ่น มักเกิดด้านล่างของถุงเห็ด คือ ราเพ็นนิซิเลียม
ราสีส้ม หรือราร้อน (Neurospora sp.)
ราสีส้มมักเกิดเป็นกระจุกบริเวณปากถุงมีลักษณะเป็นผลสีชมพูอมส้ม หรือเป็นก้อนสีชมพูบางถุงอาจมีราสีส้มเกิดที่ก้นถุงก็ได้ เชื้อราระยะนี้สร้างส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่าสปอร์ ซึ่งปลิวไปตามลมหรือถูกฝนชะ จึงทำให้การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเชื้อราเจริญปกคลุมเส้นใยเห็ดเสียก่อน
ราเมือก (Slime mould)
ราเมือกมักจะเกิดกับถุงเห็ดที่เปิดถุงเก็บดอกไปแล้ว และเป็นถุงที่อยู่ด้านล่าง ปกติจะสังเกตเห็นเส้นสีเหลืองชัดเจนบริเวณด้านข้างๆ ถุง และบริเวณปากถุง มักจะเกิดกับถุงเห็ดหูหนูซึ่งมีการกรีดถุงด้านข้าง เมื่อรดนํ้านานๆ ทำให้ถุงเห็ดชื้นแฉะและถุงเห็ดภูฐานเก่า ที่เก็บดอกเห็ดไปแล้วหลายครั้ง
การป้องกันการเกิดเชื้อราปนเปื้อนในการเพาะเห็ดถุง
1. ตรวจสอบความสะอาดและความบริสุทธิ์ของหัวเชื้อก่อนซื้อ
2. การถ่ายเชื้อหรือใส่เชื้อ ควรทำในห้องที่สะอาดปราศจากฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคอื่นๆ หรือบริเวณไม่มีอากาศถ่ายเท
3. คัดแยกถุงเห็ดเสีย ถุงเห็ดแตก ถุงเห็ดที่มีจุกสำลีชิ้นแยกออก นำไปนึ่งใหม่หรือเผาเพื่อลดการระบาดของเชื้อรา
4. รักษาความสะอาดโรงเพาะและบริเวณทั่วไปรอบๆ ฟาร์ม
5. เมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้ว ควรพักโรงเพาะเห็ดประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อทำความสะอาดและฉีดยาฆ่าแมลงหรือเชื้อราที่อาจซุกซ่อนตามพื้น และเสาโรงเรือน ก่อนนำเห็ดชุดใหม่เข้ามา ถ้าเป็นไปได้ควรแยกโรงบ่มกับโรงเปิดดอกต่างหาก
โรคเกิดจากเชื้อไวรัส
โรคเกิดจากไวรัสของเห็ดนางรม
โรคไวรัสของเห็ดนางรมพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 ที่จังหวัดนครปฐม มีลักษณะอาการดังนี้คือ หมวกเห็ดนางรมม้วนขึ้นหรืองอลง ดอกมีขนาดเล็ก ขอบดอกไม่เรียบ เมื่อถูกน้ำจะฉ่ำน้ำกว่าปกติ หรือดอกแคระแกร็น ช่อดอกสั้นเป็นกระจุก
รูปร่างเชื้อไวรัส มีอนุภาคทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 นาโนเมตร เชื้อไวรัสถ่ายทอดได้โดยวิธีสัมผัส (mechanical mean) เชื้อไวรัสของเห็ดนางรม ป้องกันได้โดยไม่ใช้ดอกเห็ดที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ไปทำพันธุ์ (ต่อดอก) โดยไม่ได้รับการตรวจสอบ
โรคเกิดจากเชื้อบักเตรี
โรคเน่าสีน้ำตาลของเห็ดภูฐาน
เกิดจากเชื้อบักเตรีชื่อ ซูโดโมแนส โทลลาสซิไอ (Pseudomonas tolaasii) อาการ หมวกเห็ดด้านบนเป็นจุดสีเหลืองอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขยายไปทั่วหมวกเห็ด ส่วนแผลที่ก้านดอกเป็นปื้นสีเหลืองหรือน้ำตาลแดง แผลนี้ยุบตัวได้ ทำให้น้ำไปเกาะอยู่ที่ส่วนนี้ เป็นเหตุให้เกิดการกระจายของเชื้อบักเตรี
ความเสียหาย ดอกเห็ดมีขนาดเล็กกว่าปกติ ผิวหมวกมีสีน้ำตาลอ่อนช้ำง่าย ทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
โรคจุดสีน้ำตาลของเห็ดเป๋าฮื้อ และโรคเน่าเหลืองของเห็ดสกุลนางรม (เห็ดนางรม,เห็ดภูฐาน)
เกิดจากเชื้อบักเตรีกลุ่มเรืองแสง ชื่อ ซูโดโมแมส ฟลูโอเรสเซน (Pseudomonas fluoresens) อาการ ของเห็ดเป๋าฮื้อ อาการเริ่มแรกสังเกตได้จากดอกเห็ดที่โผล่พ้นคอขวดที่ปากถุง บางดอกมีสีเหลืองซีดๆ บางดอกมีลักษณะม้วนงอ ไม่สมบูรณ์ ดอกไม่พัฒนา ส่วนดอกที่เจริญออกมาได้หมวกดอกไม่บานเต็มที่ กลุ่มของช่อดอกมีตั้งแต่ 2-4 ก้าน ลีบเป็นกระจุก หมวกดอกด้านบน และด้านล่างรวมทั้งก้านดอก มีจุดสีน้ำตาลอ่อนประปราย ต่อจากนั้น 1-2 วัน จุดสีน้ำตาลจะเข้มขึ้น ถ้าอาการมากขึ้นบริเวณนี้จะยุบตัว
อาการเน่าเหลืองของเห็ดนางรมหรือเห็ดภูฐาน ดอกเห็ดที่โผล่พ้นคอขวดสีเหลืองดอกมีขนาดเล็กผิดปกติ บางดอกมีลักษณะม้วนงอ ดอกเห็ดเหี่ยวเหลืองทั้งกระจุกและไม่พัฒนา อาการเหี่ยวเหลืองที่แตกต่างจากอาการเหี่ยวเหลืองที่ดอกเห็ดขาดความชื้น เนื่องจากเมื่อเก็บเห็ดรุ่นแรกใหม่จะมีอาการปกติแต่ถ้าเป็นอาการเหี่ยวเหลืองเกิดจากเชื้อบักเตรี ดอกเห็ดรุ่นที่สองอาจมีอาการปกติหรือไม่มีก็ได้ขึ้นกับปริมาณและการแพร่กระจายของเชื้อบักเตรีบริเวณปากถุงและภายในโรงเพาะความเสียหาย เก็บผลผลิตไม่ได้ในดอกเห็ดรุ่นแรก ถ้าปริมาณเชื้อบักเตรีมีมาก และลงไปในถุงเห็ดได้จะทำให้เสียหายหมดทั้งรุ่น

การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากบักเตรี
การป้องกันกำจัดโรคที่เกิดจากบักเตรี โดยหลีกเลี่ยงภาวะที่เหมาะสมสำหรับเชื้อบักเตรี ได้แก่
1. ลดความชื้นในโรงเพาะไม่ให้เกิน 80-85%
2. การรดน้ำ ควรให้ผิวหน้าของดอกเห็ด (ดอกอ่อน) แห้งภายในสามชั่วโมง หลังการให้น้ำทุกครั้งไม่ควรให้มีหยดน้ำค้างบนดอกเห็ด
3. ถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้รดน้ำคลอรีนอัตราส่วน 250-300 ซีซี ต่อน้ำ 40 แกลลอนหรือ 10 ซีซี ต่อน้ำหนึ่งปี๊บ
หมายเหตุ น้ำคลอรีน คือการให้สารละลายคลอร็อกซ์ หรือ ไฮเตอร์ละลายน้ำเพื่อลดความเข้มข้นให้เจือจางลง จะได้น้ำคลอรีนเจือจางเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและทำความสะอาดพ้นผิวทั่วๆ ไป
ก็อีกเช่นเคยนะครับ การป้องกันกำจัด ดูแลรักษา ในอดีตท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติก็ได้พัฒนาสร้าง บีเอสพลายแก้ว (Bacillus Subthilis spp), เชื้อบีทีชีวภาพ (Bacillus Thuringiensis sp), และ ไมโตฟากัส (Bacillus Phagus spp) ซึ่งทั้งสามตัวนี้ก็มีประสิทธิภาพในปราบเชื้อราเขียว ราดำ ราเมือก รา ส้ม หนอนแมลงวัน หนอนแมลงหวี่ ฯลฯ และศัตรูจำพวกไรเห็ดอีกด้วย ในปัจจุบันก็พัฒนาต่อยอดมาเป็น 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพนะครับ คือมี ไบโอเซ็นเซอร์ (Bacillus Subthilis spp) ปราบราเขียว ราดำ ราเมือก ในเห็ดต่างๆ , ไบโอแทค (Bacillus Thuringiensis spp) ปราบหนอนที่กัดกินเห็ด , คัทออฟ (Beauveria Bassiana spp) ปราบแมลงวัน แมลงหวี่หรือแมลงอื่นๆ ที่รบกวนเห็โ, ฟอร์แทรน (Metarhizium Anisopliae spp) ปราบแมลงตัวเต็มวัย ปราบปลวกที่ทำลายอาคารโรงเรือนเพาะเห็ด และเสือตัวสุดท้ายคือ อินดิวเซอร์ (Tricoderma Harzianum spp.) ซึ่งตัวนี้ต้องระวังให้หนักในฟาร์มเห็ด เพราะเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเห็ด แต่เป็นมิตรที่แสนดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ไม้ผลโดยทั่วไปในการแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า โรคใบจุดใบด่างใบดำ ต่างๆ ซึ่งจุลินทรีย์ 5 เสือนี้ผ่านการจดทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อย ผ่านการทดสอบความเป็นพิษ LD50 ที่มีความปลอดภัยกว่าน้ำปลา 10 เท่า นำไปยื่นจดทะเบียน GAP, Q ได้ซำบายทีเดียวเชียวล่ะครับ

มนตรี บุญจรัส
ขมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: