โรคและศัตรูที่สำคัญของเห็ดที่คุณควรรู้ (3)

23 พ.ค.

ในส่วนของแมลงศัตรูเห็ด กอบเกียรติ์ (2539) ได้ศึกษาและรวบรวมแมลงที่เข้าทำลายเห็ดในระยะของการเพาะเลี้ยงเห็ด รวมทั้งเสนอวิธีป้องกันกำจัดไว้ ดังต่อไปนี้
หนอนแมลงวัน
พบการระบาดทำลายเห็ดเกือบทุกชนิดโดยเฉพาะเห็ดที่เก็บดอกขายได้แล้ว หรือย่างเข้าปีที่ 2หนอนแมลงวันนี้โดยทั่วไปมักจะชอบของเน่าเหม็น เกิดจากกลิ่นของแอมโมเนียจากก้อนเห็ด หนอนพวกนี้เมื่อเข้าทำลายก็จะพบว่าถุงเห็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำและส่วนมากก็พบโรคเน่าเกิดขึ้นด้วยทุกครั้ง หนอนแมลงวันที่พบในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ
1. หนอนแมลงวันเซียริด (Sciarid sp.) หรือแมลงหวี่เห็ดปีกดำ หนอนพวกนี้ลำตัวมีสีขาวใสหรืออาจมีสีเขียวอ่อน บางครั้งหัวมีสีดำยาวประมาณ 5-7 มม. ตัวหนอนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและกินจุมาก เมื่อเข้าดักแด้ใหม่ๆ จะเป็นสีขาวและสีจะเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีดำก่อนออกเป็นตัวแก่ ลักษณะของตัวแก่จะมีสีดำโดยเฉพาะที่ปีก ตัวขนาดยุงบ้านมีขนาด 2-3 มม. ช่วงท้องแคบ ตัวแก่ไม่ทำลายหรือกัดกินเห็ดแต่อย่างใด วงจรชีวิตทั้งหมดคือ จากไข่จนออกเป็นตัวแก่ประมาณ 25-30 วัน แมลงหวี่เห็ดปีกดำนี้ระบาดทำความเสียหายในบ้านเราพบประมาณ 30 % และพบทำลายครั้งล่าสุดนี้ในเห็ดหูหนูที่ปลูกด้วยขี้เลื่อยไม้ยางที่อำเภอแกลง จ.ระยอง ทำให้ดอกเห็ดเสียหาย คุณภาพและราคาลดต่ำลงจากเดิม 70 %
2. หนอนแมลงวันฟอริด (Phorid sp.) หรือแมลงวันหลังโก่ง ตัวแก่จะพบทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีก ระยะหนอนจะทำลาย เส้นใยเห็ดที่กำลังเดิน และมักจะเจาะเข้าไปทำลายส่วนของโคนและหมวกดอกทำให้พรุนและเสียหาย แต่ความรุนแรงพบน้อยกว่าพวกแมลงหวี่เห็ดปีกดำ
3. แมลงหวี่เห็ด เป็นแมลงสีดำมีขนาดเล็กมากคล้ายกับแมลงหวี่ที่พบตามที่อับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องส้วมที่อับลม ตัวแก่มักจะเกาะตามดอกเห็ด ถุงเห็ด ฝา เสาโรงเรือน และมักจะทำความรำคาญโดยตอมตาของผู้เข้าปฏิบัติงานในโรงเห็ดได้ ลักษณะการทำลายของหนอนจะเริ่มเจาะที่โคนดอกเห็ดโดยเฉพาะระยะก้ามปูทำให้เห็ดแกร็น ด้าน สีน้ำตาลและเน่าเสียทั้งถุง การระบาดของแมลงชนิดนี้จะพบมากหลังการเพาะเห็ดได้ประมาณ 5 – 6 เดือน แต่ส่วนมากโดยทั่วไปพบการทำลายไม่รุนแรงมากนัก ระยะหลัง ๆ นี้พบว่าทำลายเห็ดแชมปิญองพันธุ์ทนร้อน ซึ่งปลูกที่บางเขนอย่างรุนแรง ทำให้ดอกเห็ดฝ่อและเน่าตายในที่สุด
หนอนผีเสื้อ (Dasyses rugosella)
ตัวแก่เป็นผีเสื้อกลางวันขนาด 8 – 9 มิลลิเมตร พบเกาะอยู่ตามฝาผนังโรงเรือนและปากถุงก้อนเชื้อเห็ด ปีกมีสีน้ำตาลสลับลายสีน้ำตาลดำ ปีกด้านล่างยาวกว่าปีกด้านบน ส่วนท้องสีน้ำตาลอ่อน ขณะเกาะนิ่งอยู่กับที่จะเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายหลังคา การวางไข่จะวางบนจุกสำลีปิดถุงก้อนเชื้อ ไข่เป็นกลุ่มมีเส้นใยสีครีมปกคลุม หนอนระยะวัยเล็กจะมีสีครีม ต่อมาจะเป็นสีน้ำตาลแดง ส่วนหัวและปากเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเห็นได้ชัด บนด้านนอกด้านหลังติดส่วนหัวจะมีขีดสีน้ำตาลพาดตามขวางของลำตัวหนอนโตเต็มที่มีขนาด 15 มิลลิเมตร ระยะวัยหนอนประมาณ 14 – 21 วัน ตัวหนอนหลังจากฟักออกมาแล้วก็จะอาศัยบริเวณปากถุงหรือชอนไชไปตามผิวของก้อนเชื้อที่มีเส้นใยเห็ดสีขาว ทำให้เส้นใยเห็ดขาด ไม่เจริญและไม่ออกดอก หนอนบางส่วนอาจเจาะรูเข้าไปในก้อนเชื้อหรือจะชักใยรวมกับขี้เลื่อยไม้ยางพาราซึ่งเป็นส่วนประกอบของก้อนเชื้อ เพื่อทำเป็นรังห่อหุ้มตัว
เมื่อก้อนเชื้อเห็ดในถุงถูกทำลายจะสังเกตเห็นเป็นขุยสีน้ำตาลเป็นทางยาวคดเคี้ยวไปมาและหากพบการทำลายอย่างรุนแรง ก็จะเห็นเป็นมูลหนอนที่ถ่ายออกมาสีน้ำตาลเต็มไปหมด เป็นบริเวณเส้นใยเห็ดเพียงเล็กน้อย การทำลายเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากหากทำการป้องกันกำจัดไม่ทันเวลาซึ่งจากการศึกษาติดตามแมลงศัตรูชนิดนี้พบทำความเสียหายแก่ เห็ดนางฟ้า, นางรม ถึง 40 % ภายในระยะเวลา 2สัปดาห์
หนอนผีเสื้อกินใบจาก (Lepidoptera)
ตัวแก่เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลางสีน้ำตาลมีขนปุกปุยด้านปลายท้อง วางไข่บริเวณใบจากที่นำ มาทำโรงเรือน ตัวหนอนมีสีน้ำตาลหัวดำโต มีขนาดประมาณ 10 – 20 มิลลิเมตร หนอนวัยแรกจะกินใบจากที่แห้งประมาณฤดูฝนหรืออากาศเริ่มชื้นจนใบจากที่นำมามุงหลังคาเริ่มเปียกประกอบกับเห็ดที่เพาะในถุงเริ่มออกดอก หนอนชนิดนี้จะเริ่มเคลื่อนย้ายลงมาทำลายเห็ด ความรุนแรงของการทำลายที่พบประมาณ 20 % แต่อย่างไรก็ควรจะตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นศัตรูชนิดใหม่ที่มีบทบาทและเกษตรกรโดยทั่วไปยังต้องใช้ใบจากเป็นวัสดุสำหรับมุงหลังคาโรงเรือนเห็ด
ไรศัตรูเห็ด
ไรศัตรูเห็ดมีขนาดตัวเล็กมากจนต้องอาศัยแว่นขยายเข้าช่วยจึงจะเห็นได้ชัด ตามสภาพธรรมชาติมักจะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาวใสอยู่กระจายเต็มไปหมด ที่น่าสนใจคือการที่ไรชนิดต่าง ๆ ที่ทำลายเห็ดนั้นจะมีวงจรชีวิตจากไข่เป็นตัวแก่สั้นมาก โดยใช้เวลาเพียง 4 – 5 วันเท่านั้น โดยทั่วไปจะพบตัวเมียมากกว่าตัวผู้ถึง 4 เท่า โดยที่ตัวเมียยังสามารถออกไข่ออกลูกและขยายพันธุ์ได้ โดยไม่ต้องอาศัยตัวผู้อีกด้วย จึงทำให้ไรสามารถเกิดระบาดทำลายอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เส้นใยเห็ดกำลังแผ่ออกไป หากมีพวกไรดังกล่าวระบาดจะทำให้เส้นใยขาดออกจากกันและไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ เนื่องจากไรพวกนี้ชอบทำลายกัดกินส่วนปลายของเส้นใยที่กำลังเจริญเติบโตและขั้นสุดท้ายเส้นใยก็จะถูกทำลายขาดกลางท่อน มักพบไรไข่ปลา (Luciaphorus sp.) ระบาดในเห็ดหูหนูที่เพาะเป็นการค้าอยู่ติดกันเป็นแพ ถ้าดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่าที่เห็นสีขาว ๆ กลม เล็ก ๆ นั้นคือส่วนท้องของไรตัวเมียนั่นเอง และหากพบการระบาดอย่างรุนแรงแล้วก็จะเห็นซากของตัวเต็มวัยที่ตายแล้วด้วยตาเปล่า หรือ เห็นคราบทับถมอยู่บริเวณปากถุงเห็ด และชั้นที่วางถุงเห็ดอย่างหนาแน่น เห็นเป็นผงฝุ่นสีน้ำตาลอ่อนคล้ายๆ ขี้เลื่อยละเอียดเต็มไปหมดนอกจากไรไข่ปลาแล้วก็ยังพบไรชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิดที่คอยทำลายเห็ดที่ปลูกเป็นการค้าเช่นกัน คือ ไรหยดน้ำ ไรขาวใหญ่ และไรก้นขน ดังนั้นหากพบการระบาดเนื่องจากไรชนิดต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดก็อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรทำลายและเคลื่อนย้ายถุงเห็ดที่ถูกทำลายออกจากโรงเรือนปลูกทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เป็นอย่างยิ่ง
ศัตรูอื่นๆ
สำหรับศัตรูนอกเหนือที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นขณะนี้ก็นับว่ายังไม่รุนแรงและสร้างปัญหาไม่มาก นัก แต่มีบางครั้งที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงแต่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก็หายไป ดังนั้นก็ไม่ควรจะละเลยความสนใจ
ที่มา : กอบเกียรติ์ (2539)
หลักการบริหารแมลงศัตรูเห็ด
1. การผลิตเห็ดนั้น การรักษาความสะอาดอย่างถูกหลักอนามัยบริเวณรอบโรงเรือนเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอาจกระทำได้โดยการดูแลความสะอาดของผู้เข้าไปปฏิบัติงานหรือผู้เข้าเยี่ยมชมอย่างเคร่งครัด หรือก่อนที่จะนำเอาถุงก้อนอาหารเห็ดเข้าโรงเรือนเพาะ ควรผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีทุกครั้ง และก้อนอาหารเห็ดที่เน่าเสีย ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร ทุกถุงควรนำออกไปทำลายโดยทันที ถ้าสามารถทำได้เช่นนี้ อย่างน้อยก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงหรือลดการเสี่ยงต่อการระบาดทำลายของแมลง-ศัตรูเห็ดได้มากกว่า 90 %
2. การว่างเว้นพักโรงเรือนหรือทำโรงเรือนเพาะให้ว่างเปล่าไว้สักระยะหนึ่ง จะเป็นการตัดวงจรชีวิตทั้งโรคแมลง-ศัตรูพืชชนิดต่างๆ ที่ระบาดและสะสมอยู่ในโรงเรือนได้ เช่น เรารู้ว่าหนอนแมลงวันที่ระบาดเห็ดในมีอายุค่อนข้างสั้น และชอบเข้าดักแด้ที่ถุงบรรจุก้อนเห็ดหรือส่วนของเห็ดที่เน่าถ้าหากเราสามารถตัดช่วงนี้ออกได้คือไม่มีถุงเห็ดให้วางไข่หรือดักแด้พวกที่เหลือส่วนมากก็จะตายหรือมีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตน้อยที่สุด และเมื่อโรงเรือนว่างเปล่าก็จะสามารถใช้ยารมอบได้ เช่น ใช้ฟอสฟีน์ ,เม็ททิลโบรไมด์ เพื่อฆ่าศัตรูทุกชนิดได้
3. การดูแลเอาใจใส่ในความเปลี่ยนแปลงของเห็ดที่ปลูกไว้ทุกระยะอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้โดยเป็นคนช่างสังเกต การหมั่นเสาะหาความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น การนำเอาเครื่องดักจับไฟฟ้าชนิดหลอด (Black-light) หรือกับดักกาวสี (Sticky-trap) มาใช้ในโรงเรือนเพื่อการคุมปริมาณตัวแก่ของแมลงวันศัตรูเห็ด ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยจะสามารถแก้ไขปัญหาหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที
4. หากมีความจำเป็นหรือหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงและศัตรูไม่ได้ควรมีการศึกษาถึงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีใช้ที่ถูกต้อง การออกฤทธิ์ของสารแต่ละชนิด การเลือกใช้สารให้ถูกกับชนิดของแมลงศัตรู ความเป็นพิษของสารและการสลายตัวของสารบนเห็ด เป็นต้น แต่ละชนิดนั้นมีประสิทธิภาพสามารถฆ่าแมลงศัตรูได้ดี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจทำให้ดอกเห็ดผิดปกติจนเสียหายหรือมีพิษตกค้างอยู่มากก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้สารเคมีพ่นลงบนเห็ดโดยตรง ควรใช้ในแง่การป้องกันเท่านั้น เช่น ใช้กับพื้นโรงเรือน ชั้นวางเห็ด ตัวอาคาร โรงเรือนเมื่ออยู่ในระยะว่างเว้น หรืออาจใช้สารเคมีผสมกับก้อนอาหารเห็ดก่อนบรรจุถุง แต่หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีจริงๆ ควรพิจารณาใช้สารเคมีที่ได้รับการทดสอบจากผู้ทำงานด้านนี้ทั้งในและนอกประเทศแล้ว อาทิ ไดอะซินอน (diazinon) หรือบาซูดิน (Basudin) เอ็นโดซัลแฟน (Endosulfan) ธีโอดาน (Thiodan) มาลาไธออน (Malathion) เชื้อบีที (Bt.=Bacillus thuringiensis) บางชนิดสามารถระงับการลอกคราบชนิดต่างๆ (chitinsynthesis inhibitor) สารในกลุ่มไพรีทรอยด์ซึ่งมีฤทธิ์ตกค้างค่อนข้างสั้น และสำหรับสารกำจัดโรคนั้นอาจใช้เบโนมิล (benomyl) หรือ เบนเลท (Benlate) คาร์เบนดาซิม(carbendazim) เป็นต้น
5. สำหรับผู้ที่กำลังจะขยายกิจการเพาะเห็ดให้ใหญ่โตกว้างขวางขึ้นไป ควรวางแผนการจัดการ (management) ในระดับต่างๆ ก่อนลงมือดำเนินการ เช่น การวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับสายพันธุ์การอารักขาพืชและการตลาด เป็นต้น ซึ่งควรจะวางแผนไว้ทั้ง 2 แบบ คือ แผนปฏิบัติการเมื่อเหตุการณ์ปกติและแผนฉุกเฉิน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงต่อการขาดทุน หรือล้มละลาย
บทสรุป
ปัญหาโรคแมลง นับว่ามีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากจุลินทรีย์ซึ่งมีอยู่แล้วในอากาศ ในน้ำ ในฝุ่นละอองหรือวัสดุเพาะ เกิดการสะสมของเชื้อ เป็นเหตุให้เชื้อโรคเกิดการขยายตัวเพิ่มปริมาณมากขึ้น ดังนั้น ถ้าผู้เพาะเห็ดได้ทำความเข้าใจและให้ความสำคัญของการรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของฟาร์มเห็ด (Farm Hygiene) ตั้งแต่เริ่มเพาะเห็ดจนกระทั่งการออกดอกและเก็บผลผลิตได้ จะช่วยลดปัญหาการเกิดเชื้อราแข่งขัน ราปนเปื้อน หรือโรคเห็ดได้
นอกจากนี้ผู้เพาะเห็ดควรทำความเข้าใจศึกษาเรื่องชีววิทยาของเห็ดแต่ละชนิด รวมทั้งเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคจน
กระทั่งความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมกับการเพาะเห็ด รวมทั้งการวางแผนการจัดตั้งฟาร์มเห็ดและการจัดการฟาร์มด้วย เพื่อใช้เป็นหลักในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ก็หวังว่าเนื้อหาสาระต่างๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ ถือว่าในห้วงช่วงที่กำลังรอน้ำ รอท่า จากปัญหาภัยแล้ง ผนวกกับสภาพภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าว ไม่ว่าเห็ดอะไรก็ดูเหมือนว่าจะเจริญเติบโตได้ยากทั้งนั้น หลายคนก็เฝ้ารออย่างคันไม้คันมือเพื่อรอสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม งั้นก็คงจะพอเหมาะพอดีกันครับ อ่านข้อมูลเนื้อหาสารพันเกี่ยวกับการดูแลป้องกันโรคและศัตรูเห็ดของชมรมเกษตรปลอดสารพิษไปพลางๆ ก่อน เมื่อลงมือปฏิบัติจะได้จำแม่นๆ ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามฝากไว้อีกนึดหนึ่งนะครับ เมื่อประสบพบเจอปัญหาเกี่ยวกับโรคแมลง รา ไร ศัตรูเห็ด อย่าใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายเป็นอันขาดนะครับ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีวภาพมีให้เลือกเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะ 5 เสือจุลินทรีชีวภาพ จุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย เพื่อนใหม่ของพี่น้องเกษตรกร ก็ดูเผื่อไว้เป็นทางเลือกกันได้นะครับ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: