จับตาแผนรับมือ…สถานการณ์น้ำปี 2555

26 ต.ค.

จากวิกฤติมหาอุทกภัยปี 2554 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเป็นมูลค่า มากกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ตามการประมาณการของธนาคารโลก เพื่อเป็นการเยียวยาฟื้นฟูประเทศ และไม่ให้มหาอุทกภัยเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะกรรมการหลัก 2 ชุด คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคต (กยอ.) ซึ่งมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน รวมทั้งยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการตามมาอีกหลายชุด อย่างไรก็ตามในระยะเร่งด่วน เพื่อให้ทันต่อฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง กยน.จึงได้วางแผนบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการ กยน. ได้ลงพื้นที่สำรวจตั้งแต่ต้นน้ำที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ลงมากลางน้ำ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา จนถึงพื้นที่ปลายน้ำ คือ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และ กทม. แม้ในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้า พระยา จะมีลุ่มน้ำสาขาหลัก ๆ 4 สายคือ ปิง วัง ยม น่าน แต่การบริหารจัดการในพื้นที่ต้นน้ำดังกล่าว จะสามารถควบคุมได้เฉพาะพื้นที่ต้นน้ำที่มีการสร้างเขื่อนใหญ่เท่านั้น

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี 2555 ภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยเร่งด่วน ตามมติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) นั้นได้มอบหมายให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน โดยต้องการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศและในเขื่อนสำคัญให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปีอีกด้วย สำหรับเขื่อนที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยตรง มี 5 เขื่อนด้วยกัน ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก กั้นแม่น้ำปิง เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ กั้นแม่น้ำน่าน เขื่อนกิ่วลม จังหวัดลำปาง กั้นแม่น้ำวัง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก กั้นแม่น้ำแควน้อยสาขาของแม่น้ำน่าน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี กั้นแม่น้ำป่าสัก นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในส่วนของต้นน้ำกรมชลประทานได้พร่องน้ำตามมติของ กยน.

โดยล่าสุดได้ปรับแผนการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดย ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เขื่อนภูมิพลจะมีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 56 หรือประมาณ 7,587 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำคงเหลือร้อยละ 55 หรือประมาณ 5,325 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่เหลือร้อยละ 55 และ 56 ดังกล่าวจะเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรหากเกิดกรณีฝนทิ้งช่วงในปี 2555 อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปสามารถปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการน้ำใหม่ได้ตามความเหมาะสมการพร่องน้ำให้เหลือร้อยละ 55 ดังกล่าวนั้นจะทำให้มีพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกในช่วงฤดูน้ำหลากของปีนี้ น้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อน ก็จะถูกกักเก็บไว้ โดยไม่มีปัญหาน้ำล้นอ่างฯ ลงมาท่วมพื้นที่ด้านท้าย ดังเช่นปี 2554 ในส่วนของพื้นที่กลางน้ำ กรมชล ประทานก็จะใช้แก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำนองประมาณ 3 ล้านไร่ เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำเหนือในพื้นที่ต้นน้ำก็จะถูกกักเก็บไว้โดยเขื่อน

พื้นที่กลางน้ำก็จะถูกกักเก็บไว้โดยแก้มลิง ดังนั้นปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ ก็จะมีปริมาณน้อยลง สามารถที่จะควบคุมและบริหารจัดการได้ นอกจากนี้ในพื้นที่ปลายน้ำ จะมีการขุดลอกคลองต่าง ๆ กำจัดวัชพืช กำหนดแนวพื้นที่ฟลัดเวย์ เพื่อให้การระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมีการสร้างคันกั้นน้ำเป็น ชั้น ๆ พร้อมประตูระบายน้ำที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจก่อนที่จะถึงกรุงเทพฯ ทั้งนี้ได้มีการปรับแนวคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริใหม่ โดยสร้างครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น “กรมชลประทานได้ปรับเปลี่ยนแนวคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ (King Dike) ฝั่งตะวันออกใหม่ ให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะสร้างสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2554 ประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนบริเวณที่เป็นคันกั้นน้ำเดิมก็จะทำการเสริมให้มีระดับความสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2554 ประมาณ 50 เซนติเมตรเช่นกัน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 6 เดือนแล้วเสร็จไม่เกินเดือนกันยายน 2555 นี้แน่นอน”

อธิบดีกรมชลประทานกล่าว จากแผนบริหารจัดการน้ำที่ กยน.วางไว้ดังกล่าวนั้น นายกิจจา ผลภาษี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ (กยน.) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า หากในปีนี้มีปริมาณฝนตก และน้ำเหนือไหลลงมาเท่ากับปี 2554 คือประมาณ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำจะไม่ท่วมอย่างเช่นปี 2554 อย่างแน่นอน เพราะได้มีการวางแผนรับมือในทุกขั้นตอน และจะมีการสั่งการโดยหน่วยงานเดียว (Single Commands) นายกิจจา อธิบายต่อว่า หากมีปริมาณน้ำเหนือประมาณ 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของเขื่อนต่าง ๆ ในพื้นที่ต้นน้ำจะสามารถกักเก็บไว้ได้ประมาณ 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และแก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำนองที่อยู่ในพื้นที่กลางน้ำจะรับน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือประมาณ 22.000 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำที่กรมชลประทานจะสามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมได้อย่างไม่มีปัญหา และยิ่งมีการขุดลอกคลองต่าง ๆ รวมทั้งมีการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์ด้วยแล้ว การระบายลงสู่ทะเลยิ่งจะทำได้ง่ายขึ้น “ปีนี้น้ำไม่ท่วมแน่นอน ห่วงแต่จะเกิดภัยแล้งมากกว่าโดยเฉพาะในปี 2556” นายกิจจา กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 เมษายน 2555 http://www.dailynews.co.th/agriculture/21297

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: