รักษา”ไวรัสมะละกอ”แบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ปลอดภัยไร้สารพิษ

4 พ.ย.

มะละกอเป็นผลไม้ที่นิยมนำมาบริโภคทั้งผลสุกและผลดิบ สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายชนิดเช่น นำมาทำส้มตำ ทางภาคใต้นิยมทำเป็นแกงเหลือง และยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูงปัจจุบันมะละกอนั้นเริ่มมีราคาที่แพงขึ้นอย่างมากในช่วง 1-2 ปีมานี้ ราคาหน้าสวนที่เคยเก็บข้อมูลมามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 40-50 บาทเลยที่เดียว ใน FOOD ตามห้างสรรพสินค้าราคาขายเคยขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 100 บาทมาแล้ว ทำให้เกษตรกรที่ทำสวนผลไม้ชนิดอื่นๆเริ่มหันมาเพาะปลูกมะละกอกันอย่างแพร่หลาย แต่ในการปลูกมะละกอนั้นมีอุปสรรคมากมายหลายอย่าง เกี่ยวกับโรคแมลง เช่น โรคพืชอย่างโรคไวรัสด่างวงแหวน โรคที่เกี่ยวกับเชื้อราเช่นโรครากเน่าโคนเน่า และยังมีแมลงศัตรูพืชเช่นเพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ หนอน แมลงวันทอง เป็นต้น แต่ถ้าจะเรียงลำดับความน่ากลัวเกี่ยวกับโรคและแมลงศัตรูของมะละกอแล้ว อันดับ 1 น่าจะเป็นโรคไวรัสด่างวงแหวน ที่ถ้ามะละกอเป็นแล้วจะไม่มียารักษาและที่สำคัญโรคไวรัสยังแพร่ระบาดจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งได้เรียกได้ว่าถ้าเกิดไวรัสระบาดอาจทำให้มะละกอในสวนที่ปลูกตายหมดยกสวนได้ โรคไวรัสด่างวงแหวนในมะละกอจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อผู้ผลิตโดยตรงและ ร้ายแรงมาก ความเสียหายที่ได้รับคือการที่ผลผลิตและลำต้น กิ่งก้านใบ ถูกไวรัสด่างวงแหวนทำลายจนหงิกงอเสียหาย เสียรูปทรง ผลผลิตราคาลดลง ยิ่งมีการระบาดรุนแรงมากอาจจะต้องถึงกับโค่นต้นทิ้งปลูกใหม่ทั้งหมด ซึ่งเท่ากับเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเริ่มต้นใหม่ในการปลูกมะละกอใหม่ โดยใช่เหตุ เพราะจะต้องเสียทั้งเงินและเสียทั้งเวลา อาการที่เกิดกับต้นกล้ามะละกอจะแสดงอาการใบด่างผิดปกติ ใบมีขนาดเล็กลง สีซีดต่อมาใบร่วงและทำให้ต้นตาย สำหรับ ต้นที่โตแล้ว จะแสดงอาการโดยใบยอดเหลืองซีด ใบมีขนาดเล็กลง ก้านใบสั้น ใบด่างสีเหลืองสลับเขียว ส่วนต้น หรือ ก้านใบจะพบจุดหรือขีดสีเข้ม มะละกอจะให้ผลผลิตน้อยหรือไม่ได้ผลเลย สาเหตุเกิดจากเชื้อ ปาปายาริงสปอทไวรัส ซึ่งเชื้อนี้บางครั้งมีการแฝงอยู่ในมะละกอตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก และจะแสดงอาการรุนแรงเมื่อต้นมะละกออ่อนแอ และปัจจัยที่ทำให้ไวรัสระบาดอย่างรวดเร็วก็คือ เพลี้ย ที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสระบาดจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง โดยเพลี้ยจะบินไปดูดกินและสัมผัสกับไวรัสจากต้นมะละกอที่เป็นโรคและสะสม เชื้อไวรัสไว้กับตัวและจะนำไปสู่ต้นอื่นๆก็จะแพร่กระจายไวรัสเหล่านี้ออกไป ด้วย โรคไวรัสด่างวงแหวนจะระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆเป็นวงกว้างสำหรับแนวทางการป้องกันการเกิดไวรัสด่างวงแหวงของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ จะใช้วิธีสร้างความแข็งแรงแข็งแกร่งให้กับต้นมะละกอ ให้มะละกอมีภูมิคุ้มกันมีภูมิต้านทานต่อโรคและแมลงด้วยการใช้หินแร่ภูเขาไฟ”พูมิชซัลเฟอร์” ที่มีธาตุที่ชื่อว่า ซิลิก้า(H4SIO4) ที่มีข้อมูลงานวิจัยอยู่ทั่วโลกว่าธาตุซิลิก้า เป็นธาตุอาหารพืชชนิดหนึ่งที่จะไปสร้างความแข็งแรงแข็งแกร่งให้กับเซลล์พืช ช่วยทำให้การเจริญเติบโตของพืชดี และยังช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อโรคให้กับพืชได้ดีอีกด้วย ยังมีงานวิจัยอีกว่าพืชที่มีการดูดซับซิลิก้าไปใช้อัตราการป่วยหรือการเป็นโรคพืชลดลงไปกว่า 50% เลยทีเดียวสำหรับวิธีการใช้พูมิชซัลเฟอร์ในการป้องกันไวรัสด่างวงแหวน ควรจะใช้ตั้งแต่เริ่มปลูกมะละกอเลย โดยใช้รองก้นหลุมก่อนปลูกมะละกอทุกครั้ง โรยบางๆหลุมละ 1-2 กำมือ วิธีนี้จะช่วยมะละกอมีภูมิคุ้มกันภูมิต้านทานต่อโรคไวรัสตั้งแต่แรกเริ่ม การเจริญเติบโตของมะละกอก็ดีด้วย และควรจะใส่พูมิชซัลเฟอร์เป็นประจำทุกเดือนๆละ 1 ครั้งโดยโรยรอบๆโคนต้นมะละกอ เพื่อทำให้มะละกอมีภูมิต้านทานต่อโรคไวรัสด่างวงแหวน เพียงเท่านี้ในสวนมะละกอของท่านก็น่าจะปลอดภัยจากโรคไวรัสด่างวงแหวนแล้วกว่า 70-80% เลยทีเดียว…….สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือติดต่อทางระบบ LINE LD : tga003 และ tga004 ได้ตลอด 24 ชั่วไมง
เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
แนะนำติชม : thaigreenagro@gmail.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: