ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอบอ้าว…ใบจุดตากบพริกระบาด…เร่งป้องกัน

18 พ.ย.

ในอดีตนักวิชาการหลายท่านแนะนำเกษตรกรให้ตัดแต่งกิ่งพริกส่วนที่เป็นโรคออกไปทำลาย แล้วให้สังเกตอาการดูก่อน 1-2 วัน ก่อนฉีดพ่นยาป้องกันโรคพืช โดยอ้างว่าถ้าอากาศร้อนฝนไม่ตก การระบาดของโรคก็จะหยุดไป แต่ถ้าเห็นว่าครึ้มฟ้าครึ้มฝนเหมือนจะตกแล้วค่อยฉีดพ่นป้องกันโรค เนื่องจากกระตุ้นโรคให้กระจายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการแนะนำที่ไม่ชัดเจน ไม่กระจ่างทำให้เกษตรกรปฏิบัติไม่ถูกวิธี ส่งผลให้โรคกระจายระบาดทั่วแปลง ใบจุดตากบพริก จะมีลักษณะจุดแผลค่อนข้างกลม บริเวณใจกลางมีสีเทา ขอบๆ แผลมีสีน้ำตาล กระจายทั่วทั้งใบ ซึ่งเกิดจากเชื้อเซอโคสะปอร่า(Cercospora)ป้องกันการระบาดโดยให้ฉีดพ่นล้างใบล้างสปอร์ด้วยฟังก์กัสเคลียร์ อัตรา 2กรัมต่อน้ำ 20ลิตร เว้นระยะห่าง 2-3วัน ก่อนฉีดพ่นไบโอเซ็นเซอร์ 50กรัมต่อน้ำ 20ลิตร สลับไปมาติดต่อซ้ำๆ 2-3ครั้ง จากนั้นค่อยฉีดพ่นควบคุมทุกๆ 7-10วัน โดยเว้นระยะห่างของยา 2-3วันเหมือนเดิม เพื่อป้องกันการกลับมาระบาดทำลายผลผลิตใหม่อีกครั้ง แสงแดดจ้าและแรงอีกอย่างที่มีผลทำให้ผิวพริกไหม้ ต้นไหนใบมากหน่อยก็อาจช่วยได้บ้าง(เล็กน้อย) นักวิชาการหลายท่านแนะนำให้เกษตรกรปลูกในโรงเรือนที่มีหลังคา จะได้ช่วยพลางแสงลดความเสียหายของผล การแนะนำเช่นนั้นอาจเป็นการเพิ่มต้นทุน หรือสร้างภาระให้เกษตรกรได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเสียทีเดียว หากต้องการลดความเสียหาย ลดการปะทะแสงแดดโดยการฉีดพ่นไบโอฟิล์มทุกๆ 7วันครั้ง เท่านี้ก็สามารถลดความเสียของผลผลิตลงได้ เกษตรกรท่านใดสนใจต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2) หรือผู้เขียน (081-3983128)
เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
เสนอแนะติชมได้ที่ email: thaigreenagro@gmail.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: