“หน่อไม้ฝรั่ง” แค่เปลี่ยนแปลงดิน ผลผลิตก็เปลี่ยน

27 ต.ค.

หน่อไม้ฝรั่งหรือแอสพารากัส(Asparagus) เป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน เพราะมีแนวโน้มความต้องการของตลาดสูง ทั้งในรูปหน่อสด แปรรูป ทำให้เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งมากขึ้น มีทั้งชนิดหน่อสีขาวสำหรับแปรรูป ซึ่งปลูกกันมากแถวสุพรรณบุรี และชนิดหน่อสีเขียวใช้รับประทานสด ปลูกกันมากในพื้นที่ นครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี และนครราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดไหน พันธุ์เดียวกัน หรือต่างสายพันธุ์ก็ตาม การที่ให้ผลผลิตสีขาวหรือสีเขียวขึ้นอยู่กับวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน หากต้องการได้หน่อสีขาว ก็ต้องพูนโคนกลบดินให้สูงประมาณ 30เซนติเมตร หรือสวมปิดด้วยกรวยกระดาษ
บางประเทศในเขตอบอุ่นอย่างยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันประเทศไทยเราสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี เราจึงควรใช้ความได้เปรียบนี้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออกในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ เนื่องมาจากฤดูกาลไม่เหมาะสม เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมอยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกมานานแล้วก็ตาม แต่วิธีการปลูก พันธุ์ที่ใช้ การดูแล รักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่เปิดเผยมากนัก
วันนี้เราจะกล่าวถึงขั้นพื้นฐานของการปลูกนั้นก็คือการปรับปรุงสภาพดินหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างของดินที่เสื่อมสภาพเนื่องจากใช้มานาน ขาดการดูแลรักษา ใช้เคมีมากติดต่อนานเกินไปหรือปลูกพืชหน้าเดียวนาน ตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถก่อให้เกิดดินเสีย(ดินตาย) ปลูกพืชไม่โต พืชไม่กินปุ๋ย เนื่องจากดินมีความเป็นกรด-ด่างมากเกินไป ที่แล้วมาเกษตรกรทราบว่าเพียงว่าหากดินเป็นกรดให้เติมปูนจำพวกโดโลไมท์ ปูนมาร์ล หารู้ไม่…การเติมปูนลงในดินนอกจากช่วยปรับเปลี่ยนค่าพีเอสของดินแล้ว ยังทำให้ดินจับตัวแน่นแข็ง หากใช้บ่อยครั้งอาจทำให้ดินที่ดี มีคุณภาพอยู่แล้ว กลายเป็นดินด่าง ดินเสื่อมสภาพแบบไม่คาดคิดก็ได้
ฉะนั้นการปรับปรุงสภาพดินแต่ละครั้งควรเลือกวัสดุที่ดีมีคุณภาพ เหมาะสมกับโอกาส เวลา จะช่วยลดต้นทุนได้จริง ยั่งยืนยาวนาน มิใช่เฉพาะหน้าแล้วมาแก้ปัญหาทีหลัง เช่น นำหินแร่ภูเขาไฟ(พูมิชซัลเฟอร์)มาช่วยปรับปรุงสภาพดินแทนโดโลไมท์ ปูนมาร์ล เพราะวัสดุดังกล่าวจะช่วยปรับโครงสร้างพีเอสของดิน เพิ่มธาตุอาหารในดิน นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ย ยา ฮอร์โมนต่างๆ เนื่องจากพูมิชซัลเฟอร์ประกอบด้วยหินแร่ภูเขาไฟที่มีความพรุน สามารถจับตรึงไนโตรเจนได้ดี มีซิลิก้าที่ละลายน้ำได้ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้เซลล์พืช ทำให้โรคแมลงศัตรูพืชเข้าทำลายได้น้อยลง สามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ยา ฮอร์โมนต่างๆลงได้ ยั่งยืนเพราะว่า…วัสดุดังกล่าวไม่แพ็คหน้าดินหรือทำให้หน้าดินแน่นแข็ง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน 081-3983128 สำหรับท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ชมรมฯสอบถามได้ที่ Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ Line Center : tga001, tga002, tga003, tga004 *** สินค้าคุณภาพ…ต้องตราใบไม้ลายธงชาติ เท่านั้น ***

เขียนและรายงานโดย : นายเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com

เคล็ด(ไม่)ลับในการกำจัดหนอนใบขาวในแปลงนาข้าว

24 ต.ค.

ปัญหาเรื่องแมลงศัตรูข้าวที่จะต้องเจอแน่ๆก็คือ หนอนห่อใบข้าวหรือหนอนกินใบข้าวหรือที่ชาวนาเรียกกันจนติดปากว่าหนอนใบขาว(เรียกตามลักษณะอาการของข้าวที่ถูกทำลาย) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนจะนำเสนอในวันนี้ ลักษณะของหนอนใบขาว หนอนที่ฟักจากไข่ใหม่ๆจะมีสีขาวใส หัวมีสีน้ำตาลอ่อน หนอนโตเต็มที่มีสีเขียวแถบเหลือง หัวสีน้ำตาลเข้ม โดยลักษณะการสั่งเกตุว่ามีหนอนระบาดให้สั่งเกตุที่ใบข้าวถ้ามีแถบยาวสีขาวใบข้าวขาดเหมือนโดนตัดด้วยมีดหรือกรรไกรแสดงว่าเริ่มมีการระบาดแล้ว ซึ่งการแก้ปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่ก็จะซื้อยาเคมีที่ใช้กำจัดหนอนมาฉีดพ่นกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องนักเหมือนเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่าเพราะอย่าลืมไปว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดหนอนใบขาวระบาดก็คือตัวผีเสื้อกลางคืน(หรือที่ชาวนาเรียกกันว่าตัวชีประขาว)ที่มาวางไข่ไว้ ถึงแม้เกษตรกรจะฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อฆ่าหนอนไปบ่อยแค่ไหนถ้ามีผีเสื้อกลางคืนมาบินหรือมาอาศัยเข้ามาวางไข่อยู่ในนายังไงหนอนก็ยังมีการระบาดอยู่เรื่อยๆ ทางที่ดีเกษตรกรควรจะแก้ปัญหาทั้งตัวผีเสื้อกลางคืนและตัวหนอนใบขาวไปพร้อมๆกัน
วิธีการแก้ปัญหาแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะให้ใช้สารสกัดสมุนไพรขับไล่แมลงเช่น ไทเกอร์เฮิร์บ หรือสารสกัดสะเดา(มาร์โก้ซีด)เป็นตัวไล่แม่ผีเสื้อโดยฉีดร่วมกับตัวกำจัดหนอนอย่างจุลินทรีย์ ”ไบโอแทค” หลักการทำงานของสารสกัดสมุนไพรจะค่อยส่งกลิ่นเหม็นขับไล่แม่ผีเสื้อไห้ออกไปจากแปลงนาและป้องกันแม่ผีเสื้อเข้ามาใหม่แถมยังไปเคลือบใบข้าวทำให้ไปเปลี่ยน รูป รส กลิ่น ของข้าว ทำให้หนอนกินไม่อร่อย กินและมีรสขม ช่วยลดการเข้าทำลายต้นข้าวของหนอนได้ ส่วนจุลินทรีย์”ไบโอแทค” จะทำให้หนอนที่อยู่ในแปลงนาค่อยๆป่วยและค่อยๆตายหมดไปในที่สุด หรือถ้าเกษตรกรท่านใดมีสมุนไพรในพื้นที่บริเวณบ้านเช่นฝักคูน บอระเพ็ด เมล็ดสะเดาเป็นต้น ก็สามารถนำมาหมักแล้วก็ใช้ร่วมได้ วิธีนี้เป็นวิธีป้องกันและกำจัดหนอนใบขาวที่ได้ผลค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ที่เห็นได้ชัดคือตัวหนอน ไม่ดื่อยาเหมือนการใช้สารเคมีเพียงอย่างเดียว ท่านสมาชิกทั้งหลายที่กำลังประสบปัญหาเรื่องหนอนใบขาวอยู่ในเวลานี้ก็ลองนำเทคนิควิธีนี้ไปใช้ดูนะครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.085-9205846 (ผู้เขียน) / LINE ID : tga001 ได้ตลอด24 ชั่วโมง หรือสอบถามไปที่เจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2
เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
แนะนำติชม : thaigreenagro@gmail.com

นวัตกรรมผสมผสานภูมิปัญญาฯ พิชิตแมลงดำหนาม อย่างได้ผลและยั่งยืน

19 ต.ค.

แมลงดำหนามเป็นศัตรูมะพร้าวที่ร้ายฉกาจตัวหนึ่ง เข้าทำลายและอาศัยกัดกินยอด ใบอ่อนของมะพร้าวจนได้รับความเสียหาย ผลผลิตไม่มีคุณภาพ ปริมาณลดลง เนื่องจากเป็นโรคหัวหงอก การเข้าทำลายเริ่มต้นตั้งแต่ตัวเต็มวัยเข้าวางไข่ บริเวณใต้ใบที่ยังไม่คลี่ จากนั้นประมาณ 5วัน ก็ฟักเป็นตัวหนอนสีขาว มีลักษณะคล้ายหนามยื่นออกมาจากลำตัว ขบวนการทำลายก็เริ่มขึ้น จนกระทั้งเข้าดักแด้และหยุดทำลายระยะนึง หนอนและตัวเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ โดยจะซ่อนตัวในใบอ่อนที่พับอยู่ แล้วค่อยๆเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆจนหมดทั้งใบ ขาวโพลนทั้งต้น “หัวหงอก” ดังนั้นระยะตัวหนอนจึงสำคัญที่สุด รุนแรงกว่าระยะตัวเต็มวัย โดยเฉพาะพื้นที่มีอากาศแห้งแล้ง ขาดน้ำ
การกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าว 1)ถ้ามะพร้าวต้นเตี้ย ให้ตัดยอดที่ถูกแมลงกัดกินแล้วเก็บไข่ หนอนและตัวเต็มวัยเผาทำลาย 2)เลี้ยงแตนเบียนแมลงดำหนาม ไว้ในสวนมะพร้าว จะช่วยทำลายหนอนแมลงดำหนามมะพร้าวได้ 3)ฉีดพ่นด้วยสารสกัดมาร์โก้ซีด 300ซีซี. ต่อน้ำ 200ลิตร เพื่อยับยั้งการเข้าทำลาย ก่อนฉีดพ่นด้วยคัทอ๊อฟ 250กรัม บวกกับฟอร์แทรน 250กรัม และไทเกอร์เฮิร์ป 250กรัม ต่อน้ำ 200ลิตร สลับกับไบโอแทค 500กรัมต่อ 200ลิตร เว้นระยะห่างกัน 2-3วันครั้ง ฉีดพ่นซ้ำๆ 2-3 รอบ จนกระทั้งอาการระบาดลดลงสู่ภาวะปกติ แล้วค่อยปรับเปลี่ยนช่วงระยะการฉีดพ่นจาก 2-3วันครั้งเป็น 7วันครั้ง หรือตามความเหมาะสมเพื่อควบคุมการระบาด ก่อนฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยทุกครั้งควรปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค และม้อยเจอร์แพล้นท์(สารจับใบ) เพื่อเสริมประสิทธิภาพฤทธิ์ยา ฮอร์โมนต่างๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน 081-3983128 สำหรับท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ชมรมฯสอบถามได้ที่ Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ Line Center : tga001, tga002, tga003, tga004 *** สินค้าคุณภาพ…ต้องตราใบไม้ลายธงชาติ เท่านั้น ***

เขียนและรายงานโดย : นายเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com

ปลูกกล้วยแซมสวน-ไร่นา มีประโยชน์ถึง 3ต่อ

18 ต.ค.

ดินที่ดีมีอินทรียวัตถุ ระบายถ่ายเทน้ำดีไม่แช่ขังเหมาะต่อการปลูกมะนาว ยิ่งวางระบบน้ำดีๆยิ่งได้เปรียบเป็นสองเท่า ไม่ต้องคอยแหงนหน้ามองฟ้าว่าวันนี้ฝนจะตกไม่ตก ระหว่างแถวแซมหน่อกล้วยช่วยรักษาความชื้น ก่อนลงปลูกรองก้นหลุมด้วยพูมิชซัลเฟอร์สองสามกำมือช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ต้นกล้วยยิ่งปลูกมากยิ่งได้เปรียบ คอยเป็นเงากำบังพรางแสงให้มะนาว ลดอาการใบไหม้ได้ จากหน่อ
กล้วยเล็กๆกลายเป็นดงกล้วยขนาดใหญ่ช่วยรักษาความชื้นทำให้ประหยัดน้ำประหยัดเวลาได้อีกทางหนึ่ง
ถ้าไม่สร้างดงกล้วยก็ไม่ควรปลูกมะนาวช่วงหน้าแล้ง มิฉะนั้นจะได้นางพญาปลวกเข้ามาอาศัยกัดกินรากแทน หน้าแล้งใช่ว่าพืชอย่างเดียวที่ต้องการน้ำปลวกก็ต้องการน้ำเช่นเดียวกัน สังเกตได้เลยตรงไหนมีความชื้นตรงนั้นมีรังปลวกอยู่ นิสัยของปลวกชอบกินไม้จึงไม่ยากที่ล่อให้ขึ้นมากินเศษไม้ เศษฟาง เศษกระดาษที่อยู่บนดินหรือโคนต้นมะนาว จากนั้นก็โรยเชื้อราเมทาไรเซียม(ฟอร์แทรน)ทิ้งไว้ ความชื้นของดินเศษไม้ใบหญ้าที่โคนต้นจะช่วยกระตุ้นให้เชื้อราเจริญเติบโตทั่วทั้งพื้นที่และเปื้อนติดตัวปลวก เมื่อกลับเข้ารังรวมกลุ่มเลียทำความสะอาด จะทำให้เชื้อรากัดกินจนตายภายใน 4 วัน เมื่อไหร่สปอร์เชื้อรางอกออกจากตัวปลวกแล้วร่วงหล่น เมื่อนั้นเชื้อจะระบาดลุกลามทำให้ปลวกในรังเป็นโรคแล้วตายหมดรังภายใน 3-4 สัปดาห์
หน้าฝน ฝนใหญ่ตกแมลงเม่าออกมาเมื่อนั้นประชากรปลวกก็เริ่มสร้างรังใหม่อีกครั้ง นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักซักเท่าไรหรอกครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าหน้าแล้งนี้เราจะทำยังไงไม่ให้ปลวกกัดกินทำลายรากจนเกิดความเสียหาย เริ่มด้วยปลูกกล้วยเพิ่มความชื้นเบนความสนใจ แล้วตามด้วยเชื้อราเมทาไรเซียม(ฟอร์แทรน)หว่านรอบโคนต้นเพื่อกำจัด หากทำได้แล้งนี้ไม่ต้องกลัวปลวกหาน้ำเข้าทำลายรากมะนาว ที่แน่ๆยิ่งกระสุนนัดเดียวได้ถึง 3ต่อ 1) ช่วยพรางแสงและแก้ปัญหาพืชขาดน้ำฉับพลัน 2) ลดปัญหาปลวกกัดกินรากพืช 3) มีกล้วยไว้รับประทาน/ขายตลอดปี สอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร. 02-9861680 -2 หรือผู้เขียน 081-3983128 ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ชมรมฯสอบถามได้ที่ Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ Line Center : tga001, tga002, tga003, tga004 *** สินค้าคุณภาพ…ต้องตราใบไม้ลายธงชาติ เท่านั้น ***

คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

“เคล็ด(ไม่)ลับ” การป้องกันโรคกุ้งแห้ง(แอนแทรคโนส)พริก

17 ต.ค.

โรคกุ้งแห้งในพริกที่ชาวสวนพริกเรียกกันหรือโรคแอนแทรคโนสในพริก เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum spp. การแสดงอาการโดยส่วนใหญ่จะเกิดที่ผลของพริก เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ฉ่ำน้ำ ผลพริกเริ่มเป็นหลุม สีดำ เป็นวงกลมและรีซ้อน ๆ กัน เมื่อแผลขยายขนาดใหญ่ขึ้นผลของพริกจะแห้งคล้ายกุ้ง จนเกิดนิยามคำว่า “โรคกุ้งแห้ง” ในที่สุด ถึงวิธีการป้องกันโรคกุ้งแห้งในพริกตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มด้วยการตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมโดยค่ากรด-ด่างอยู่ที่ 5.8-6.5 ระยะการปลูกระหว่างต้นต่อต้นพริกไม่ควรถี่จนเกินไปเพราะจะทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวกเกิดความชื้นจนเป็นที่อยู่อาศัยของเชื้อราโรคกุ้งแห้ง เมื่อจำกัดความเสี่ยงของโรคเชื้อราต่าง ๆ ในพื้นที่ปลูกของตนเองให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดแล้ว คราวนี้เราก็มาป้องกันความเสี่ยงจากภายนอกนั่นคือแมลงพาหะและลมฟ้าอากาศ ซึ่งแมลงศัตรูพริกในเรื่องของการป้องกัน แนวทางของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ แนะนำให้เกษตรกรผสมสมุนไพรผงที่มีกลิ่นรุนแรงเพื่อไล่แมลงศัตรูพืชไม่ให้มาหากินและวางไข่ในแปลงเพาะปลูกของเราก็จะป้องกันแมลงพาหะของเชื้อราได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
ส่วนการป้องกันจากลมฟ้าอากาศ ซึ่งแน่นอนสปอร์ของเชื้อราที่ปลิวมากับลม หรือติดมากับเม็ดฝน เป็นเชื้อราที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษเราไปป้องกันอะไรไม่ได้ก็จะใช้วิธีกำจัดเมื่อเริ่มระบาดในแปลงปลูกพริก วิธีการกำจัดเมื่อเกิดการระบาดขึ้นในแปลงพริกทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ แนะนำให้ใช้กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีสายพันธุ์บาซิลลัสซับธิลิส หรือที่รุ้จักกันในนาม “ไบโอเซ็นเซอร์” หมักขยายตามสูตรที่ทางชมรมฯ แนะนำแล้วทำการฉีดพ่นทุก 5-7 วัน หากพบว่าระบาดรุนแรงให้ฉีดทุก 3 วัน จนการระบาดเริ่มลดน้อยลงจึงปรับเปลี่ยนเป็นการฉีดพ่นแบบปกติ โดยการฉีดพ่นเกษตรกรผู้ปลูกพริกอาจจะฉีดพ่นสลับกับสารสกัดเปลือกมังคุด “แซนโธไนท์” และ “ฟังก์กัสเคลียร์” ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ดี ปริมาณการใช้น้อย ต้นทุนต่ำ และที่สำคัญปลอดภัยไร้สารพิษ โดยการฉีดแนะนำให้ฉีดพ่น 15 วัน/ครั้ง หรือเลือกฉีดพ่นเฉพาะในช่วงที่ฝนตกใหม่ ๆ (ฝนครั้งแรกหลังจากแล้ง 7 วัน) หรือหมอกลงจัด ซึ่งนำเชื้อราที่ล่องลอยอยู่ในอากาศตกลงมาเกาะอยู่ที่ใบพริกและผลของพริก การฉีดพ่นแซนโธไนท์และฟังก์กัสเคลียร์จะไปล้างหมอกล้างสปอร์และกำจัดเชื้อราที่ติดอยู่กับใบพริกทันที การปลูกพริกปลอดสารพิษและต้นทุนการผลิตต่ำ ถึงขายได้ราคาถูก ก็ไม่เสียหายอะไรมากมาย เกษตรกรควรปรับตัวรับกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำโดยการลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด
หากท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจตุโชค จันทรภูมี ที่โทร. 08-5920-5746 / LINE ID : tga001 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่เบอร์ 0-29861680-2

เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
แนะนำติชม thaigreenagro@gmail.com

ลดกลิ่นแอมโมเนียในเล้าไก่ ไม่เครียดกินอาหารเก่งโตไว

16 ต.ค.

กลิ่นฉุนแอมโมเนียแก๊สพิษในเล้าเลี้ยงไก่ ทำให้ระคายเคืองดวงตา จมูก เหตุผลหนึ่งที่ทำไก่เครียด ไม่กินอาหาร ไอจาม มีน้ำมูก น้ำตา เป็นโรคได้ง่าย ยิ่งเป็นไก่จะอ่อนไวต่อแก๊สชนิดนี้มากกว่าในหมูหรือวัว พื้นคอกที่มีแอมโมเนียปะปนอยู่ไม่ว่าจะมาจากอาหาร มูล หรือฉี่ก็ตาม เมื่อเจอความชื้นและอุณหภูมิที่สูงขึ้น บวกกับการย่อยสลายของจุลินทรีย์ธรรมชาติ มักหนีไม่พ้นกลิ่นฉุนแอมโมเนีย หากปล่อยให้สะสมนานเกินไปก็จะมีปริมาณแก๊สมากขึ้นเรื่อยๆ มีผลต่อสุขภาพทั้งไก่และคนเลี้ยง เป็นที่รังเกียจของบ้านใกล้เรือนเคียง
ควบคุมแอมโมเนียในคอกไก่ไม่ว่าจะคอกดิน คอกปูนไม่ให้เกิดอาการแพ้โดยการใช้ “ซีโอฟาร์ม” หินภูเขาไฟที่มีคุณสมบัติในการจับตรึงกลิ่นแก๊ส เหม็นอับ แค่หว่านโรยซีโอฟาร์ม 1 กิโลกรัมต่อพื้นคอก 5 ตารางเมตร บริเวณที่มีกลิ่นทิ้งไว้ 15-20 นาที กลิ่นฉุนของแก๊สก็จะค่อยๆลดจางลง หรือจะคลุกผสมอาหารให้กิน ก็ได้ ในอัตรา 3 กิโลกรัมต่ออาหาร 100 กิโลกรัม ผงแร่ซีโอฟาร์มจะช่วยจับแก๊สในลำไส้ ท้องไม่อืดเนื่องจากกรดแก็สมากเกินไป ขับถ่ายไม่มีกลิ่นเหม็น หากมีก็น้อยกว่าเดิม ทั้งยังช่วยทำลายสารพิษจากอะฟลาท็อกซินที่ตกค้างในโปรตีนจากถั่วที่ใช้ผสมอาหาร ลดอัตราการตาย ไก่ไม่เครียด กินเก่ง โตไว แลกเนื้อสูง
หากนำมูลไก่ในคอกที่ใช้ซีโอฟาร์มดับกลิ่นไปใส่บำรุงดินบำรุงต้นไม้ก็จะได้ปุ๋ยชั้นดี เกรด A ที่ละลายช้า แถมช่วยป้องกันแมลง หนอน ฯลฯ เนื่องจากเนื้อปุ๋ยดังกล่าวจะอุดมไปด้วยซิลิก้า ผู้เขียนไม่ได้บังคับให้ท่านเชื่อนะครับ แต่อยากให้ท่านได้ลองใช้ดูก่อน ว่าดีจริงอย่างคำบรรยายของผู้เขียนหรือเปล่า ถามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร. 02-9861680 -2 หรือผู้เขียน 081-3983128 ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ชมรมฯสอบถามได้ที่ Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ Line Center : tga001, tga002, tga003, tga004 *** สินค้าคุณภาพ…ต้องตราใบไม้ลายธงชาติ เท่านั้น ***

คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

ก้าวผ่านตุลาอาลัย ด้วยใจน้อมรำลึก

13 ต.ค.

…แล้วก็ “มาถึง” เดือนที่ประชาชนคนไทยทุกคนไม่อยากจะ “ให้ถึง” นั่นก็คือ “ตุลาอาลัย” เดือนแห่งความโศกเศร้าครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศอันหาที่เปรียบมิได้ และเป็นเดือนครบรอบ ๑ ปีแห่งการสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ โดยจะมีงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ นี้ ซึ่งก็อดใจหายไม่ได้เพราะไม่มีใครอยากจะให้ถึงวันนั้น และเชื่ออย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคนคงมีความรู้สึกไม่แตกต่างกัน“ผล” แห่งประการทั้งปวง ล้วนมาจาก “เหตุ” ความดีที่พระองค์ท่านทรงมีความเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา นับแต่พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์ และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” จึงทำให้พระองค์ท่านเป็นที่รักใคร่ของปวงประชาชนนับแต่นั้น พระองค์ท่านยังได้ทรงสร้างคุณูปการเยอะแยะมากมายแก่ประเทศชาติและพสกนิกร จนมิอาจจะเขียนกล่าวในที่นี้ได้หมด โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “แกล้งดิน” โดยการแปรสภาพดินเปรี้ยวจัดให้สามารถเพาะปลูกได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การบริหารจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ทั้ง เขื่อน ฝาย ฯลฯ อย่างเช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โครงการแก้มลิงต่างๆ ที่ช่วยทำให้กรุงเทพฯ นครนายก พ้นจากภัยน้ำท่วมมาหลายครั้งหลายครา ก็ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน รวมถึงโครงการฝนหลวงที่แก้ปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ โครงการชั่งหัวมันที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นต้นแบบให้พี่น้องในพื้นที่และใกล้เคียงสามารถใช้วิชาชีพเกษตรที่หลากหลาย เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตโดยเน้นพึ่งพิงอิงอาศัยตนเอง ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และอื่นๆ อีกมากมายสิ่งที่พวกเราชาวไทยทุกคนจะก้าวผ่านความโศกเศร้าในครั้งนี้ และเปรียบดังพระองค์ท่านยังอยู่กับเราตลอดไป ก็น่าจะมีวิธีอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือ การทำให้พระองค์ท่านภูมิใจในตัวเราทุกคน โดยการน้อมนำทำตามที่พระองค์ท่านทรงสอนสั่งและวางแบบแผนเอาไว้ โดยเฉพาะในเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง ที่พวกเราสามารถน้อมนำไปใช้กันได้จริงทุกคน ไม่ว่าจะ “รวย” หรือ “จน” ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยเริ่มต้นจากเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่หนึ่ง คือการทำให้ตนเอง “พออยู่พอกิน” สามารถช่วยเหลือแบ่งปันแลกเปลี่ยนกันได้ก่อน เริ่มจากการแบ่งพื้นที่เพียง 1 ไร่ออกเป็น 4 ส่วนคือ 30 : 30 : 30 : 10 เพื่อทำสระน้ำ ปลูกข้าว ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และที่อยู่อาศัย ทำแบบนี้ไปจนกว่าจะเข้าใจ แล้วจึงค่อยๆ เริ่มไปสู่เกษตรทฤษฎีขั้นที่ 2 คือการทำให้ตนเองก้าวไปสู่การ “พอมีอันจะกิน” โดยการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรมีพลัง มีอำนาจการต่อรอง จนไปสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 คือต้องรู้จักติดต่อประสานงานกับแหล่งเงินทุน ธนาคาร ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพสินค้า คุณภาพชีวิต เพื่อให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน และดียิ่งๆ ขึ้นไป เพียงเท่านี้ก็เชื่อว่า “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” พระองค์ท่านจะมีความสุขและคอยดูแลปกป้องคุ้มครองพวกเราให้มีความสุขตลอดไปสำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการคำปรึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 02 986 1680 – 2
สนับสนุนบทความโดยนายมนตรี บุญจรัส
กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด (ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)
สอบถามข้อมูลข่าวได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 0 2000 8499 , 081 732 7889

ใช้ภูมิปัญญาผสมผสานนวัฒนกรรมสมัยใหม่ ป้องกันกำจัดแมลงวันทองเจาะผลพริกขี้หนู

12 ต.ค.

แมลงวันทองหรือแมลงวันผลไม้ถือได้ว่าเป็นศัตรูสำคัญตัวหนึ่ง ที่เฝ้าทำลายผลพริกให้เกิดความเสียหาย โดยจะเข้าต่อยทำลายผล ซึ่งเห็นจากรอยด้านในผลพริก ช่วงตัวอ่อนจะกัดกินผลพริก แต่เมื่อผ่าผลดูจะเห็นรกพริกจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เพราะเกิดจากหนอนกัดกินนั่นเอง หลังจากนั้นผลพริกก็จะเน่าเหละ กลวงไม่มีเนื้อ บางครั้งจะพบตัวอ่อนของหนอนคืบคลานจากผลพริกออกมาเข้าดักแด้ในดิน มักจะระบาดหนักช่วงหน้าร้อน เนื่องจากมีพืชอาหารเยอะ เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรการป้องกันกำจัดสามารถทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ปัญหาหรืออาจผสมผสานกัน เพื่อให้เหมาะกับปัญหาและสภาพพื้นที่ เพื่อให้ได้มาซึ่งพริกที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ผู้บริโภค ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศน์เป็นการดี การหันมาส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรรู้จักเซฟตัวเองจากสารพิษหรือเคมีเกษตร โดยเฉพาะการใช้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ อย่างตัวห้ำตัวเบียน รวมถึงการฉีดพ่นสมุนไพรขับไล่แมลง ใช้แสงไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ล่อโดยใช้กลิ่นฮอร์โมนผสมผสานกับการฉีดพ่นจุลินทรีย์กำจัดแมลง หนอนอย่างบิวเวอร์เรีย(คัทอ๊อฟ) และเมทาไรเซี่ยม(ฟอร์แทรน)ทุกๆ 3-4วัน/ครั้ง หรือสลับกับฉีดพ่นสมุนไพรไทยที่มีคุณสมบัติไล่แมลงอย่างหัวไพล,ตะไคร้หอม,ขมิ้นชัน ฯลฯ ทุกๆสัปดาห์/ครั้งหากเกษตรกรผู้ใช้ปฏิบัติได้อย่างนี้ตลอด ผู้บริโภคก็อุ่นใจสามารถเลือกซื้อเลือกหาสินค้าที่ปลอดภัยไม่มีสารพิษตกค้าง สบายใจกันทั้ง 2 ฝั่ง ส่งออกต่างประเทศก็ไม่ต้องกลัวสินค้าตีกลับ ดังคำกล่าวที่ว่า “ทำดีย่อมได้ดี” สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร. 02-9861680 -2 หรือผู้เขียน 081-3983128 ท่านใดที่สนใจผลิตภัณฑ์ชมรมฯสอบถามได้ที่ Hotline สายด่วน 084-5554205 -9 หรือ Line Center : tga001, tga002, tga003, tga004 *** สินค้าคุณภาพ…ต้องตราใบไม้ลายธงชาติ เท่านั้น ***
คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

“เคล็ด(ไม่)ลับ”ในการกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ

11 ต.ค.

การป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิด้วยวิธีชีวภาพของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ มีข้อมูลการใช้แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาเล่าให้กับเกษตรกรที่ปลูกมะลิท่านอื่นๆได้รับทราบข้อมูล ต้องบอกก่อนว่าปกติแล้วชาวสวนที่ปลูกมะลิในจังหวัดนครสวรรค์จะปิดบังเรื่องการกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิกัน ไม่ค่อยเปิดเผยหรือแพ่งพรายให้รู้กัน เพราะถ้าใครมียาดีหรือสามารถป้องกันหนอนได้นั้นหมายถึงเงินที่ได้จากการขายดอกมะลินั้นเอง ซึ่งข้อมูลที่ผู้เขียนจะนำเสนอเป็นของเกษตรกรที่ปลูกมะลิที่ชื่อ คุณสุทัศน์ ศรีพัฒน์ อยู่บ้านเลขที่ 99/9 ม.5 ๖.มหาโพธิ อ.เก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ ขึ้นชื่อว่าเขต อ.เก้าเลี้ยว อ.บรรพตพิสัย ของจังหวัดนครสวรรค์แล้ว จะทราบกันดีว่าเป็นแหล่งปลูกมะลิแหล่งใหญ่อันดับต้นๆของเมืองไทย เรียกได้ว่าปลูกกันทุกบ้านทุกเรือนเลยก็ว่าได้ บางรายก็ปลูกไม่กี่งานไว้ตามหลังบ้าน บางรายก็ปลูกกันเป็น 20-30 ไร่ก็มี จากการสอบถามข้อมูลกับคุณสุทัศน์ ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะลิของเกษตรกรแถบนั้นว่า จะเจอปัญหาเรื่องหนอนเจาะดอกกันทุกราย วิธีการกำจัดก็จะใช้สารเคมีเป็นหลัก แรกๆก็ได้ผลดี แต่พอนานๆเข้าหนอนก็เกิดการดื้อยา ต้องเปลี่ยนยาฆ่าหนอนทุกครั้งไปจะไม่สามารถใช้ยาตัวเดิมซ้ำกันได้เพราะหนอนจะไม่ตาย ต้องฉีดยาสลับทุกคราวไป เรียกได้ว่ายาฆ่าหนอนทุกยี่ห้อที่มีขายในร้านเคมีเกษตรทั้งยาหน้าร้านหรือยาหลังร้านที่ผิดกฏหมายก็ลองมาทุกยี่ห้อแล้ว ประกอบกับคุณสุทัศน์มีอายุค่อนข้างมากแล้วทำมะลิมาเป็น 10 ปีใช้สารเคมีมาเป็นเวลานานเริ่มไม่ไหวมีอาการแพ้ เหม็นยา ทำให้คิดหาวิธีการใช้แนวทางชีวภาพในการกำจัดหนอนมะลิ จนมาเจอชมรมเกษตรปลอดสารพิษลงโฆษณาไว้ในหนังสือเคหะการเกษตร เลยลองโทรเข้ามาปรึกษากับนักวิชาการของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ทางนักวิชาการเลยได้แนะนำวิธีการกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิโดยใช้ จิลินทรีย์สายพันธุ์กำจัดหนอนที่ชื่อ “ไบโอแทค” ร่วมกับผงสมุนไพร ไทเกอร์เฮิร์บ นำไปทดลองใช้ หลังจากนั้นประมาณ 15 วันทางเจ้าหน้าที่ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้โทรเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับผลการใช้วิธีชีวภาพในการกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิกับคุณสุทัศน์ ซึ่งทางคุณสุทัศน์ได้ให้ข้อมูลกลับมาว่า คุณสุทัศน์ได้ฉีด“ไบโอแทค” ร่วมกับไทยเกอร์เฮิร์บ ทุก 3 วันเป็นเวลา 3-4 ครั้งแล้ว สังเกตเห็นว่า ดอกมะลิที่ออกมารุ่นใหม่ในช่วงที่ใช้วิธีชีวภาพจะไม่มีร่องรอยของหนอนเจาะดอกเลย และได้ออกไปเดินสำรวจแปลงมะลิในตอนกลางคืนด้วยพบว่าไม่มีผีเสื้อกลางคืนเข้ามาบินใกล้บริเวณแปลงปลูกมะลิเลย ทั้งที่แต่ตอนถ้ามาเดินตอนกลางคืนจะพบผีเสื้อกลางคืนบินเต็มไปหมด และคุณสุทัศน์ยังได้เดินเข้าไปดูแปลงมะลิของน้องสาวที่อยู่ข้างบ้านกันด้วยพบว่ามีผีเสื้อกลางคืนเข้ามาเกาะที่ต้นมะลิเต็มไปหมด ตอนนี้ดอกมะลิรุ่นที่ออกมาพร้อมกับการใช้สารชีวภาพเริ่มเก็บดอกได้แล้ว แต่ไม่พบดอกที่มีหนอนเจาะเลย ทำให้เก็บผลผลิตของดอกมะลิได้เต็มเม็ดเต็มหน่อยดี คุณสุทัศน์รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก กับผลการใช้แนวทางการกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิแบบปลอดสารพิษ นี่ก็เป็นข้อมูลบางส่วนของเกษตรกรที่ปลูกมะลิที่ทนกับการใช้สารเคมีไม่ไหวแล้วหันมาทำแนวชีวภาพแล้วได้ผมเป็นที่น่าพอใจถ้าเกษตรกรที่ปลูกมะลิอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมก็สอบถามมาได้ที่คุณจตุโชค จันทรภูมี (ผู้เขียน) โทร.085-9205846 / LINE ID : tga001 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.029861680-2
เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
แนะนำติชม : thaigreenagro@gmail.com

ฟอร์แทรน จุลินทรีย์กำจัดปลวกในไร่อ้อย

10 ต.ค.

แมลงศัตรูอ้อยที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่คอยสร้างปัญหาให้เกษตรพี่น้องที่ปลูกอ้อยนั้นก็คือ ปลวก เกษตรกรบางท่านอาจจะสงสัยว่าปลวกเป็นแมลงศัตรูของอ้อยด้วยหรือ….. ปลวกถือเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญชนิดหนึ่งของอ้อย แต่จะระบาดเป็นบางพื้นที่ แต่ถ้าเจอแล้วก็ถือเป็นปัญหาที่หนักและแก้ยากเช่นกัน ปลวกเป็นแมลงที่เข้าทำลายอ้อยเป็นครั้งคราวในแหล่งปลูกอ้อยทั่วประเทศ แต่อ้อยจะเป็นพืชที่ปลวกชอบเข้าทำลายมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ การเข้าทำลายของปลวกในแหล่งที่มีการระบาดอยู่เสมอมักทำให้ผลผลิตของอ้อยลดลงถึงครึ่งหนึ่ง การระบาดเข้าทำลายอ้อยรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเกิดภาวะแห้งแล้งติดต่อกันนาน ๆ ซึ่งมีผลทำให้อ้อยที่ถูกทำลายแห้งตายไปทั้งกอ ปลวกสามารถเข้าทำลายได้ทุกระยะของการเจริญเติบโตของอ้อย โดยเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ท่อนพันธุ์อ้อยตอนปลูก โดยกัดเข้าไปกัดกินอยู่ภายในท่อนพันธุ์ จากด้านหนึ่งจนอาจทะลุอีกด้านหนึ่งเป็นรูกลวง ซึ่งมีผลทำให้อ้อยไม่งอกและแห้งตายไป เกษตรกรจะต้องปลูกอ้อยซ่อมใหม่หรือต้องปลูกใหม่ทั้งแปลง เมื่ออ้อยโตมีลำแล้วปลวกก็กัดเปลือกอ้อยเข้าไปตรงระดับต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อย เข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อยโดยทำเป็นโพรงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โพรงที่เนื้ออ้อยถูกกัดกินไปแล้ว ปลวกก็นำดินไปบรรจุแทนที่เมื่อเข้าทำลายมาก ๆ จะพบลำต้นอ้อยหักล้มลงวิธีการป้องกันกำจัดแบบปลอดสารพิษ เมื่อเรารู้ว่าพื้นที่ปลูกอ้อยของเราเป็นพื้นที่ๆมีปลวกอาศัยอยู่ ให้ทำการไถพรวนดินหลายๆครั้งในช่วงที่เตรียมดินปลูกเพื่อให้นกให้มดช่วยกินปลวกที่ถูกไถพรวนขึ้นมา และใช้จุลินทรีย์กำจัดปลวกสายพันธุ์เมธาไรเซียม ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษมีชื่อทางการค้าว่า “ฟอร์แทรน” หว่านหรือผสมน้ำฉีดพ่น (อัตราน้ำ 20 ลิตร + ฟอร์แทรน 50 กรัม) ตอนที่พรวนดินเพื่อให้ฟอร์แทรน ลงไปในดินที่ปลวกอาศัยอยู่ ให้ฟอร์แทรน ลงไปจัดการกับปลวกทั้งหลายที่อยู่ในดิน ตั้งแต่ก่อนปลูกอ้อยเลย เป็นการป้องกันกำจัดตั้งแต่แรกเริ่ม และควรฉีดพ่นจุลินทรีย์กำจัดปลวกฟอร์แทรน เป็นประจำทุกเดือนเพื่อป้องกันปลวกกลับมาทำลายอ้อยอีกในกรณีที่พบหรือมีจอมปลวกในแปลงปลูกอ้อย ให้นำฟอร์แทรน 50 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร รดหรือราดไปในรังหรือจอมปลวกเลย โดยก่อนราดรด ให้ใช้ไม้ไผ่หรือเหล็กแหลมแทงหรือแยง ลงไปในจอมปลวกก่อน เพราะในจอมปลวก 1 จอมจะมีห้องอยู่เป็นหลายสิบห้องเลย ใช้ไม้แทงให้ทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงห้องของจอมปลวก จากนั้นค่อยราดรด ฟอร์แทรน ลงไป วิธีนี้จะช่วยถอนรากถอนโคนปลวกในไร่อ้อยได้ แต่อย่าลืมว่าปีหน้าฟ้าใหม่มีแมลงเม่ามาก็จะมีปลวกตามมาด้วย เราควรจะใช้วิธีที่กล่าวมาข้างต้นในทุกครั้งที่มีการปลูกอ้อยครั้งต่อไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่นายจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 / LINE ID : tga001 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามไปที่ฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2
เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี(นักวิชาการ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com
แนะนำติชม thaigreenagro@gmail.com

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น